ยินดีต้อนรับ

ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างพุทธสถานภูดานไห ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ (ติดต่อ : dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008)

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

(015) พระพุทธรูปปางประทานพรนั่ง ปางประจำองค์ พ.สุเตโช

พระพุทธรูปปางประทานพรนั่ง เป็นปางประจำองค์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ที่พวกเราเหล่านักรบธรรมได้ร่วมกันสร้าง(ซื้อ) เพื่อถวายแด่พ่อแม่ครูอาจารย์ในวาระปีใหม่ ๒๕๕๕ นี้

พระพุทธรูปปางประทานพร/ดีดน้ำมนต์
- แกะด้วยไม้กฤษณากลิ่นหอม

- นำเข้าจากพม่า (ขนาดใหญ่หายาก)
- ขนาดหน้าตัก 11" สูง 20"










ไม้หอมกฤษณา เป็นไม้หอมที่มีคุณค่ามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เป็นหนึ่งในของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง เรียกว่า จตุชาติสุคนธ์ ที่ใช้เผาและประพรมในพิธีกรรมต่างๆ เป็นเครื่องประทินผิว และใช้เข้าเครื่องยาหอมมาแต่อดีต รวมทั้งส่งเสริมเป็นเครื่องราชบรรณการและเป็นสินค้าส่งออกที่ขึ้นชื่อของสยาม ถึงขนาดพระเจ้ากรุงสยาม คือ พระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้ผูกขาดการค้าไม้กฤษณาให้ซื้อขายจากหลวง และได้ผูกขาดต่อเนื่อง ทำรายได้แก่ประเทศชาติมาหลายยุคหลายสมัย เพิ่งมายกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้ไม้กฤษณาถูกลักลอบโค่นลงเป็นจำนวนมาก เพื่อนำแก่นไม้หอมอันมีราคาสูงไปจำหน่ายยังประเทศกลุ่มอาหรับ
ไม้กฤษณาชนิดที่ดีที่สุดในโลกนั้น พบหลักฐานในสมัยอยุธยา ในจดหมายของบริษัทอินเดียตะวันออก พ.ศ. 2222 ระบุว่าคือไม้หอมกฤษณาจากบ้านนา (Agillah Bannah) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครนายก ชนิดนี้พบมากแถวบริเวณกัมพูชา แต่ในปัจจุบันไม้กฤษณาคุณภาพดีที่สุดได้จากเขาใหญ่ ซึ่งเคยมีมากแถบดงพญาไฟ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้หอมเพื่อการส่งออกมาแต่อดีต การหาไม้กฤษณาจะมาจากบ้าน บุเกษียร ลำคลองกระตุก บุตาชุ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นทุ่งหญ้า อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในทางศาสนาพุทธ มีประวัติกล่าวไว้ว่า เมื่อพุทธเจ้าประสูติ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว เช่น เดียวกับพระกฤษณะ และพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งถือไม้กฤษณา คำว่า "กฤษณะ" หมายถึงผู้ที่มีผิวดำ ส่วน "กฤษณา" จะหมายถึง เนื้อไม้ส่วนที่มีสีดำสะสมเป็นสารกฤษณา

จากตำนานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ในทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พอที่จะกล่าวไว้ว่า กฤษณาเกี่ยวข้องกับคำว่า กฤษณะ หรือมาจากคำว่า "กฤษณะ" เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็น เทพผู้รักษา ดังนั้นในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ รวมทั้งในศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ จึงให้ความเคารพไม้กฤษณาว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้องปกป้องรักษาไว้ และมีการใช้ไม้กฤษณาในพระราชพิธีต่างๆ

การปลูกไม้กฤษณาจึงถือเป็นสิริมงคลของชีวิตเสมือนการจุดธูปหลายล้านดอก และสมควรที่จะใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณาปลูกเท่านั้น เพราะปัจจุบันไม้กฤษณาปลูกสามารถกระตุ้นให้หลั่งสารกฤษณาได้ เร็วกว่าที่เกิดในธรรมชาติถึง 10 เท่า และมีศักยภาพสูงมากพอในเชิงเศรษฐกิจ

ไม้กฤษณา เป็นตำนานที่กล่าวขวัญกันมาช้านาน ทั้งในฐานะ "ของที่มีค่าหายาก" เป็นที่ต้องการของสังคมชั้นสูงทั่วโลกและ "ราคาแพงดั่งทองคำ" ควบคู่กับประวัติของพระพุทธเจ้า น่าเสียดายที่ "ไม้กฤษณา" เป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะมีกฎหมายให้ค้าขายได้เฉพาะกษัตริย์มาตั้งแต่โบราณ ตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา อันที่จริงเราส่งไม้กฤษณาทั้งที่เป็นเครื่องราชบรรณาการและเป็นสินค้าไปเมืองจีนมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย และเป็นที่ต้องการของราชสำนักจีนมาก นอกจากจีนและญี่ปุ่นแล้ว เรือสำเภาที่มาค้าขายจากฝั่งตะวันตกก็ยังได้นำเอาสรรพคุณของกฤษณาทั้งด้านความหอมและสรรพคุณสมุนไพร ขจรไกลไปถึงคาบสมุทรอาหรับในตะวันออกกลางและยังไปถึงอาณาจักรกรีก โรมัน อียิปต์โบราณ ไม้กฤษณาที่เป็นสินค้าซื้อขายกันแพงๆ เป็นผลิตผลจากต้นกฤษณาซึ่งมีเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ไม้กฤษณาจึงเป็นสัญลักษณ์ของตะวันออกและสุวรรณภูมิหรือประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายมาช้านาน
http://www.krissana.net/about.php

ในประเทศอินเดีย แต่เดิมเป็นประเทศที่มีไม้กฤษณามากที่สุด ประเทศอินเดีย มีอาณาเขตกว้างขวาง คำนวณตามพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของโลก มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลกแห่งหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของอินเดียนั้นได้พัฒนาสืบเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี อีกทั้งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชนชาติ กรีก อาหรับ เปอร์เซีย และยุโรป ตำนานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอินเดียมีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นแหล่งอารยธรรมในตะวันออก เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไม่อาจบ่งชี้ผู้เป็นศาสดาในศาสนา ได้เชื่อ เพียงว่าฤาษีผู้ไม่ปรากฏนามตนใดตนหนึ่งเป็นฤาษีที่ยิ่งใหญ่ (มหาฤาษี) เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ชาวฮินดูได้ประพฤติปฏิบัติ ผู้เขียนได้ค้นคว้าถึงตำนานความเป็นมาของชื่อ “กฤษณา” จากคัมภีร์ตรีมูรติ ซึ่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุด

หลักคัมภีร์ตรีมูรติ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พุทธศักราช 800 โดยพราหมณ์ได้แบ่งหน้าที่ ให้ดังนี้
1.พระพรหม เป็นเทพผู้สร้าง คือสิ่งสมบูรณ์สูงสุด ควบคุมทุกอย่างในจักรวาล สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมจึงมีฐานะเป็นเทพเจ้าสูงสุดมีพระมเหสี ชื่อ “พระสรัสวดี”
2.พระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพผู้รักษา ภาพพระวิษณุนิยมทำเป็นรูป 4 กร ทรงตรีขรรค์ คฑาจักร และสังข์ มีชายา ชื่อ พระลักษมี พระวิษณุ ได้ลงมาอวตารเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโลกที่ผ่านมามี 9 ปาง ปางที่ 7 คือพระราม ปางที่ 8 คือ ปางกฤษณะ (เกิดมาปราบคนชั่ว) และปางที่ 9 คือปางพระพุทธเจ้า ( สถาปนาศาสนาพุทธ) ปางอวตารเป็นพระพุทธเจ้าของพระวิษณุ ซึ่งพราหมณ์มิอาจหยุดความรุ่งเรืองของพระพุทธเจ้าได้ จึงนำเข้ามาเป็นหลักในศาสนา เพื่อการยอมรับและไม่มีความแตกแยกในสังคมศาสนาในอดีต
3.พระศิวะ (พระอิศวร) เป็นเทพผู้ทำลาย ภาพพระศิวะ นิยมทำเป็นรูปฤาษีนุ่งห่มหนังสัตว์ประทับนั่งบนหนังเสือ มี 4 กร ถือ ตรีศูล ธนู ห้อยพระศอด้วยประคำหัวกะโหลก มีงูเป็นสังวาล มีพระมเหสี คือ พระแม่อุมาเทวี หลักตรีมูรติจึงมีผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย

เป็นการจำลองให้เห็นถึงสังคมมนุษย์ว่าโดยภาพรวมย่อมมีบุคคลสามประเภทที่ปะปนอยู่ พระรูปของพระกฤษณะ มีลักษณะผมมุ่น เสียบดอกไม้ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว อีกข้างหนึ่งถือขลุ่ย ที่ทำจากไม้ชนิดหนึ่ง ในบรรดาเทพเจ้าของชาวฮินดู พระกฤษณะทรงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด ตั้งแต่การดำเนินชีวิตในวัยเด็ก จนทรงเจริญวัยมากขึ้น ในที่สุดพระกฤษณะก็กลายเป็นนักปราชญ์ ผู้ปราดเปรื่องในรูปแบบการบูชาแรกๆ ของศาสนาพราหมณ์–ฮินดู มีความสัมพันธ์กันมากระหว่างพืชพันธุ์กับแก่นของความศักดิ์สิทธิ์
ในตำนานมีการใช้ที่นั่งและแท่นดอกบัวกันมาก เทพหลายๆองค์ต่างก็อยู่บนที่นั่งหรือแท่นดอกบัว ซึ่งดอกบัวเปรียบดั่งดวงอาทิตย์เนื่องจากดอกบัวจะบานและหุบตามเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก ดังนั้นในสมัยฮินดูโบราณจึงกล่าวว่า ดอกบัวเป็นที่อยู่อาศัยของพระอาทิตย์ การใช้สัญลักษณ์ดอกบัว แสดงให้เห็นถึงอะไรที่อยู่เหนือมนุษย์ หรือการเกิดที่ศักดิ์สิทธิ์ ดอกบัวที่งดงามมิได้เกิดจากพื้นดินที่ต่ำต้อย หากแต่เกิดจากผิวน้ำที่บริสุทธิ์เสมอ ไม่มีมัวหมอง ชาวฮินดูนำเมล็ดดอกบัวมาทำเป็นลูกประคำ ถือว่าดอกบัวแทนการกำเนิดที่เหนือธรรมชาติ ที่เป็นสิ่งแรกที่กำเนิดจากน้ำในสมัยโบราณและเป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

ในทางศาสนาพุทธ ประวัติของพระพุทธศาสนาโดยรวมได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของศาสนาพราหมณ์–ฮินดู จากประวัติได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพระโพธิสัตว์หลังจากเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรอันเป็นชาติสุดท้าย ก็ไปจุติไปประทับอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อประทับที่สวรรค์พอสมควรแล้ว เทพเทวดาในสวรรค์ทุกชั้นจึงอารธนาให้มาจุติในโลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรับอารธนา จากตำนานอินเดียในอดีตได้กล่าวไว้ว่า เมื่อประสูติ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว เช่นเดียวกับพระกฤษณะ พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งถือไม้กฤษณา เป็นการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลแนวคิดทางศาสนา

นอกจากนี้ในวรรณคดีไทย เรื่อง “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” เป็นวรรณคดีที่มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตกทอดมา ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสิน ทรงโปรดให้แต่งใหม่ทั้งหมดโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตโนรส จนถึงปี พ.ศ. 2377 อันเป็นปีที่พระองค์ทรงปฏิสังขรวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเสร็จเรียบร้อย โปรดเกล้าให้จารึกความรู้แขนงต่างๆบนแผ่นหินอ่อน ประดิษฐานไว้ รวมทั้งเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยที่มาของวรรณคดี เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นพระองค์แรกว่า มีที่มาจากประเทศอินเดีย ทำให้สามารถติดตามเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ไปจน ถึงที่สุด ซึ่งคือบรรพหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะที่เป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันออก ที่ประพันธุ์โดยฤาษีวยาส ในศาสนาพราหมณ์ ในเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับพระกฤษณะ และพระนางกฤษณา คำว่า “กฤษณะ” หมายถึงผู้ที่มีผิวดำ ส่วน “กฤษณา” จะหมายถึง เนื้อไม้ส่วนที่มีสีดำสะสมเป็นสารกฤษณาจากตำนานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ในทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ที่กล่าวถึงคำว่ากฤษณาหลายๆเรื่องพอที่จะกล่าวไว้ว่า

กฤษณาเกี่ยวข้องกับคำว่า กฤษณะ หรือมาจากคำว่า “กฤษณะ” เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู เป็นเทพผู้รักษา ซึ่งในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาพุทธ จึงให้ความเคารพไม้กฤษณาว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้องปกป้องรักษาไว้ รวมทั้งในศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ จึงมีการใช้ไม้กฤษณาในพระราชพิธีต่างๆ เมื่อไม้กฤษณาเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สมควรตัดไม้กฤษณาทำลายป่า อีกต่อไป เพราะเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน หากไม่ปลูกทดแทนทรัพย์สินที่ได้มา จะกลับคืนสู่แผ่นดินในที่สุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของมนุษย์อย่างชัดเจนเป็นแรงศรัทธาที่พร้อมจะโน้มน้าวหรือชักจูงให้ มนุษย์กระทำอะไรก็ตาม ตามความฝันของตัวเองจนบรรลุผลสำเร็จ การเผ้ามองสิ่งที่เกิดในธรรมชาติเช่นกฤษณาอย่างละเอียดอ่อน แล้วแสดงความเคารพเพื่อให้ชีวิตเกิดสมดุลที่จะดำรงอยู่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยึดเหนี่ยวจิตใจ และความเชื่อมั่นของคนมาโดยตลอดการปลูกไม้กฤษณาจึงถือเป็นสิริมงคลของชีวิตเสมือนการจุดธูปหลายล้านดอก และสมควรที่จะใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณา ปลูกเท่านั้น เพราะปัจจุบันไม้กฤษณาปลูกสามารถกระตุ้นให้หลั่งสารกฤษณาได้ เร็วกว่าที่เกิดในธรรมชาติถึง 10 เท่ามีศักยภาพสูงมากพอในเชิงเศรษฐกิจ
http://www.wiriyakrisana.com/history-of-agarwood.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น