ยินดีต้อนรับ


วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

(043) สภาวะธรรมในเวทนาที่เกิดขึ้นแบบคับขัน

สภาวะธรรมในเวทนาที่เกิดขึ้นแบบคับขัน

ในค่ำคืนหนึ่ง(14 กพ. 2555) ก่อนที่ผมจะเดินทางไปสัมมานาทางวิชาการที่จังหวัดขอนแก่นเมื่อวานนี้(15 กพ. 2555) ผมได้ภาวนาเดินจงกรมและพิจารณาถึงเวทนาที่จะเกิดขึ้นของคนและสัตว์ที่ใกล้จะตายนั้นมันเป็นเยี่ยงใดหนอ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ผมได้พบเห็นความเจ็ปป่วยของพี่สาว และยังมีสุนัขที่บ้านตัวหนึ่งเธอกำลังเผชิญกับอาการทุกขเวทนาจากอาการเจ็บป่วยมาเป็นอาทิตย์แล้ว นอกจากนั้น ผมยังได้นึกย้อนไปถึงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับท่านแม่ชมเมื่อคราที่พวกเราเดินทางธรรมสัญจรไปที่แม่สอดเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมทั้งยังได้นึกย้อนไปถึงเมื่อคราที่ผมเดินทางไปภูดานไหในวาระมุทิตาสักการะพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ผ่านมาว่า ขณะที่ผมเริ่มนั่งภาวนาอยู่ในเต้นท์ ปรากฏว่าลำตัวของผมเกิดอาการปวดร้าวเหมือนแก้วกำลังแตกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆที่ไม่มีสาเหตุใดๆเลย ผมจึงถือโอกาสนั้นในการพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ฝืน ไม่บังคับ ไม่ข่มอาการทั้งสิ้น ดูซิว่าความเจ็บปวดนั้นมันจะไปถึงไหน ผมพิจารณาอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่นานหลายสิบนาที เมื่อปล่อยวางไม่อยากพิจารณา อาการเจ็บปวดนั้นก็ทุเลาลง ผมนึกในใจว่า เอ...ผมยังนั่งลงยังไม่ทันไร(ยังไม่ทันได้ตั้งนะโม) ทำไมอาการนี้ถึงเข้ามาทดสอบเร็วจริงหนอ หรือหลวงปู่ศรีสุโทท่านบันดาลหรืออย่างไร เพราะผมนั่งภาวนาอยู่ใกล้กับพระพุทธรูปนาคปรก (องค์หลวงปู่ศรีสุทโธ)

เมื่อวานนี้ (15 กพ. 2555) หลังจากผมออกจากห้องสัมมนาและได้เข้าไปในห้องรับประทานอาหารของโรงแรมราชาวดี ขอนแก่น จังหวะหนึ่งขณะที่ผมเอี้ยวลำตัวเพื่อยกเก้าอี้ไม้ที่หนักอึ้งให้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ปรากฏว่า ลำตัวผมเกิดอาการแตกร้าวเหมือนกับแก้วแตก เพราะเกิดจากผมบิดลำตัวผิดจังหวะนั่นเอง ท่านทั้งหลาย ผมได้เผชิญกับอาการเจ็บปวดที่แสนทุกขเวทนาเสมือนแก้วที่กำลังแตกร้าวอย่างนั้นทันทีทันใด ความอื้ออึงปั่นป่วนของสภาวะภายในแบบกระทันหัน ทำให้ผมต้องนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น สติระลึกได้ว่า เราต้องกำหนดลมหายใจและพิจารณาอาการเจ็บปวดนั้นทันที ผมเริ่มนึกถึงอาการของท่านแม่ชมที่ท่านเผชิญมาเมื่อครั้งที่อยู่แม่สอดนั้นเป็นอย่างไร ผมคงจะรู้ในครั้งนี้แล้ว เพียงไม่กี่วินาที อาการเจ็บปวดมันเพิ่มทวีขึ้นรวดเร็วมาก ผมตามมันแทบไม่ทัน สิ่งหนึ่งที่ผมยังหลงเหลืออยู่ในขณะนั้นคือ สติ ส่วนคำภาวนานั้นไม่มี มันหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่สติจะเป็นผู้ติดตามดูอาการเจ็บปวดนั้นอยู่ พิจารณาว่า อาการของคนใกล้ตายนั้นมันเป็นอย่างไร ท่านทั้งหลายอาการเจ็บปวดที่มันเกิดขึ้นแบบฉับพลันแบบไม่ได้ตั้งตัวนี้ มันทำให้ผมทรมานมาก กำลังวังชาดับวูบลง เหงื่อเริ่มผุดขึ้นท่วมตัว ผมเริ่มจำคำพูดของแม่ชมได้ว่า อาการของคนหน้ามืดนั้นเป็นอย่างไร เพียงไม่ถึงสิบนาที ตาของผมเริ่มหลับลง ความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่จากแสงระยิบระยับค่อยๆมืดดับลง ลมในหูเริ่มอื้อ เสียงของผู้คนเริ่มเบาลง เบาลง คล้ายการเข้าฌานสาม ตัวผมเริ่มเอนลงศรีษะพิงกับพนักเก้าอี้ ผมปล่อยให้อาการมันดำเนินไปโดยไม่เข้าไปปรุงแต่งหรือข่มอาการแต่อย่างใด ผมดูซิว่า มันจะตายไหม เมื่อผมปล่อยวางว่า มันจะเกิดก็เกิด มันจะดับก็ดับ ชั่งหัวมัน ปรากฏว่าอาการค่อยๆดีขึ้น กำลังวังชาก็ค่อยๆเริ่มกลับมา ผมพิจารณามันอยู่สิบกว่านาที เมื่อพิจารณาว่าผมควรจะใช้กำลังและสติดึงร่างกายให้ลุกขึ้นมา ก็ปรากฏว่า สามารถลุกขึ้นพร้อมกับลืมตาขึ้นมาได้ มองไปที่โต๊ะอาหาร ปรากฏว่า อาจารย์ท่านอื่นๆเขารับประทานเกือบจะอิ่มแล้ว อาการของผมกลับมาเป็นปรกติเมื่อเวลาผ่านไปแล้วราวสามสิบนาที

ท่านทั้งหลาย ผมยังจำคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ได้เป็นอย่างดีว่า เวลาคนใกล้จะตายนั้น มันทุกข์ทรมานมากมายมหาศาล ผู้ที่ไม่ได้ฝึกจิตภาวนาแยกกายแยกจิตนั้น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดอาการคับขันเช่นนี้ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายมันจะดึงสภาวะจิตของผู้ไม่เคยภาวนาหรือผู้ที่ทำบาปมาก ไปสู่สภาวะจิตตกและหล่นไปสู่อบายภูมิได้ การได้เผชิญกับสภาวะจริงเช่นนี้ของนักภาวนา จึงนับเป็นโอกาสทองที่เราจักต้องพิจารณามันทันที แม้จะไม่มากมายดั่งเช่นพระอริยเจ้าที่ท่านเผชิญกับความตายในทุกรูปแบบอย่างที่เราทราบกัน แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้เราเห็นสัจธรรมของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้พอสมควร การละวางในสิ่งทั้งหลายก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราเห็นสภาวะความจริงมากขึ้นๆทุกวัน จึงขออนุโมทนากับผู้ที่มาอ่านเจอข้อความนี้ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
16 กพ. 2555  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น