ยินดีต้อนรับ


วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

(053) สภาวะธรรมของนักรบธรรม ศิษย์ พ.สุรเตโช

ข้อความเดิมของคุณสันติ (28 กพ. 2555)

สวัสดีครับเพื่อนนักรบธรรมทุกท่านครับ ช่วงนี้หายไปจากบอร์ดไม่ได้โพสข้อความ แต่ก็พยายามติดตามความเคลื่อนไหวตลอดครับ เห็นเพื่อนนรธ.ช่วยกันทำบุญ ในการสร้างศาลาฯ, หอฉัน, โรงครัว ฯลฯ ก็ขออนุโมทนาบุญทุกประการกับทุกๆท่านด้วยครับ

เมื่อวันที่ 23-25 ก.พ. ที่ผ่านมาได้มีโอกาสขึ้นไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ภูดานไห ช่วงนี้ที่ 'ดานไหอากาศร้อนมาก ก็ร้อนเฉพาะกายเท่านั้นแหละครับ แต่ไม่ยอมให้จิตร้อนตามไปด้วย พยายามทำให้จิตของเราทนอยู่กับความร้อนให้ได้ ไม่ยอมตามใจจิตมัน มันอยากจะให้หลบเข้าไปในที่เย็นที่สบาย ก็ฝืนให้มันทนอยู่กับความร้อนอย่างนั้น ดูซิว่าจะเป็นอย่างไร

พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านสอนว่า ธรรมชาติของจิตแล้วชอบความสบาย ตรงไหนสบายก็อยากจะอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ถ้าเราปล่อยจิตของเราอย่างนั้น มันจะเป็นสบายในตอนแรกแล้วจะลำบากในตอนท้าย ฉะนั้นอย่าได้คอยตามใจมัน ต้องให้คอยฝึกจิต ฝึกให้มันเคยชินกับความลำบาก ให้ลำบากก่อนแล้วค่อยสบายในตอนหลังจะดีกว่า ท่านมักเน้นในเรื่องการฝึกจิตอยู่เสมอ ครั้งแรกที่ได้ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ท่านก็เมตตาสอนอีก คงสอนจนกระทั่งผมจะโผล่พ้นผิวน้ำแหละครับ

ท่านยกตัวอย่างสมัยท่านยังเป็นเด็ก วันหนึ่งอากาศร้อนมากเหงื่อก็ออกแทนที่ท่านจะถอดเสื้อ ท่านกลับเอาผ้าห่มมาห่มตัวอีก เหงื่อก็ยิ่งออก ท่านบอกว่า ท่านอยากจะรู้ว่าแล้วจิตจะเป็นอย่างไรต่อไป จิตจะทนไหวมั้ย ตอนนั้นท่านยังไม่เข้าใจว่านี่คือธรรม จนกระทั่งทุกวันนี้ ถ้าท่านนั่งภาวนาในกุฏิ อากาศมันร้อนก็จะทนนั่งอยู่อย่างนั้นแหละ นั่งจนกระทั่งจิตมันยอมรับความร้อนนั้น โดยไม่ร้อนใจ คือร้อนที่กาย แต่จิตกลับสบาย หรือถ้านั่งภาวนาตอนอากาศหนาว แทนที่จะห่มผ้า ท่านกลับห่มแค่จีวรบางๆ หรือถ้านั่งภาวนาในกลด แล้วถูกยุงเข้ามากัด ท่านจะเปิดกลดให้ยุงเข้ามากัดเลย

มันเป็นการฝึกจิต ให้แยกออกจากร่างกาย กายส่วนกาย ใจส่วนใจ กายแท้ๆมันไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆเลย สุข-ทุกข์ เกิดขึ้นจากใจแท้ๆ ใจมีหน้าที่รับรู้อยู่แค่ใจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับร่างกาย ต่างอันต่างทำหน้าที่รับรู้ของใครของมัน ตัวเราของเราจึงจะไม่เกิดขึ้น ท่านสอนเสมอว่าคนเราต้องมีสติ แต่เนื่องด้วยจิตของพวกเราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่อาจจะมีสติได้ตลอดเวลา จึงอาจทำให้หลงได้บ้าง แต่เมื่อไหร่มีสติรู้ ก็ให้ปล่อยวางเสีย ฝึกบ่อยๆจะทำให้จิตของเราเบาสบาย และครองสติได้นานขึ้น ถ้าเราครองสติได้นานขึ้นเท่าไหร่ เราก็สามารถขจัดกิเลสภายในของเรา ให้ลดน้อยถอยลงไปได้เท่านั้น

ท่านสอนอีกว่า คนพาลภายนอกคือคนที่ไม่มีศีลธรรม คนที่เกเร คนที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่น ฯลฯ มันไม่น่ากลัวเท่า คนพาลภายในซึ่งก็คือกิเลสที่อยู่ในใจของเรา จำพวกความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เหล่านี้ต่างหากที่น่ากลัว เพราะ มันสามารถนำพาเราลงสู่อบายภูมิได้โดยง่าย อย่างที่เราคิดไม่ถึง

ดังนั้นเราควรฝึกจิตของเราและเรียนรู้วิธีที่จะจัดการกับคนพาลภายในให้ได้ เพราะเดิมพันนั้นมันใหญ่หลวงนัก ใหญ่หลวงนัก ครับ

ได้มีโอกาสอยู่รับใช้ใกล้พ่อแม่ครูอาจารย์ เห็นท่านทำงานแล้ว เหนื่อยแทนท่านครับ อะไรที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้ก็พยายามทำ ทำให้เต็มที่ครับ เคยกราบเรียนถามท่านว่า พ่อแม่ครูอาจารย์ เหนื่อยมั้ยครับ ท่านบอกว่า ไม่เหนื่อยหรอก ทำงานไปด้วย ภาวนาไปด้วย เพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบทการภาวนาเท่านั้น

เช้า...เห็นท่านออกมาจากกุฏิตอนเช้า แล้วออกไปบิณฑบาตรที่กุดหว้า กลับมาทำงานสักพัก แล้วค่อยฉันจังหัน หลังจากฉันเสร็จแล้วก็ทำงานตลอดวัน ไม่ได้กลับเข้ากุฏิพักอีกเลย จนกระทั่งกลับไปสรงน้ำเกือบ 5 ทุ่ม แล้วก็กลับออกมา เมตตาสั่งสอนธรรมจนใกล้จะ ตี1 ท่านจึงให้คนอื่นพักผ่อน ส่วนตัวพ่อแม่ครูอาจารย์ ผมคิดว่าท่านคงกลับไปภาวนาแล้วเดินจงกลมต่อที่กุฏิครับ

วัตรปฏิบัติเยี่ยงนี้ ผมอยู่กับท่านตลอดทั้งวันทั้งคืน น้ำตามันตกในครับ ทั้งเคารพสุดจิตสุดใจ ทั้งสงสารธาตุขันธ์ของท่าน โดนยุงท้องมาร กัดที่แขนข้างซ้าย แขนบวม 2-3 วันค่อยยุบ วันหลังเป็นหวัดลงคอ เสียงไม่มีเลยครับ ลำตัวด้านซ้าย มีอาการชาเพราะเอี้ยวตัวทาสีนานนานครับ ท่านบอกว่าตัวท่านไม่เป็นอะไร ธาตุขันธ์ต่างหากที่เป็น

ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโชเจ้า ขอให้ผู้ข้าและเหล่านรธ.ทุกท่านเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม ร่างกายสมบูรณ์ พูนผลด้วยธนสารสมบัติ ผู้ข้าและเหล่านรธ.จะขอสนองงานของพ่อแม่ครูอาจารย์ ทุกประการ ในการสร้างวัดเกศแก้วเกศาธรรมแห่งนี้ ให้สำเร็จลุล่วงสมความปรารถนา ของพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อน้อมถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา สืบสานพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน เทอญ...

ขอน้อมกราบแทบบาทพ่อแม่ครูอาจารย์

ปล.ถ้าถ้อยธรรมนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดก็ตามที่ได้เข้ามาอ่าน ผู้ข้าขอยกความดีทั้งหลายทั้งปวงให้แด่พ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ได้พยายามอบรมสั่งสอนผู้ข้าให้เป็นบัวที่อยู่เหนือน้ำ


.........................................................................



ข้อความเดิมของ ดร.นนต์

ขออนุโมทนาสาธุในบุญกุศลที่ท่านสันติและคุณมล ที่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์และพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโชเจ้า ผู้เป็นบัณฑิต ย่อมน้อมรับเอาธรรมมาปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายที่ท่านสันติและครอบครัวกำลังผจญอยู่นั้น มันก็คือ สภาวะธรรมที่คุณสันติกำลังเรียนรู้ เรียนรู้จากสภาวะทางโลกไปสู่สภาวะทางธรรม นับว่าเป็นโอกาสดีที่ท่านได้เรียนรู้จากสภาวะนั้นจริงๆ พัฒนาการและภูมิธรรมของท่านสันติก้าวหน้าไปมาก (จากความรู้สึกของผม) นี่คือผลของการได้ใกล้ชิดพ่อแม่ครูอาจารย์ จึงนับเป็นบุญวาสนาที่ได้เกิดมาในภพนี้แล้ว ได้พบกับพระผู้อยู่เหนือโลก ขออนุโมทนานะครับ

ขอเจริญในธรรม

ดร.นนต์
28 กพ. 2555

....................................................................................................




ข้อความเดิมของคุณ Indhus

ไปวัดมาหลายวันแล้วยังไม่ได้มาเล่าสู่กันฟังเลย ถือโอกาสเล่าสู่กันฟังวันนี้เลยก็แล้วกัน
........................................................................................
ขออนุญาตเล่าย้อนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คราที่ได้ไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ พบปะคุณแม่ชม พร้อมกับคุณพี่อ้อยและสามี (ที่ไปด้วยกันรวม 3 คน)

พ่อแม่ครูอาจารย์ได้เมตตาเทศนาสั่งสอนเรื่องจริตในการทำบุญของพวกผม ภายหลังจากที่ถวายปัจจัยแล้ว ก็ได้แจ้งความประสงค์และเจตนาในการทำบุญของพวกผม พ่อแม่ครูอาจารย์จึงได้อบรมเตือนสติว่าการทำบุญนั้น หากทำด้วยเจตนาที่ดีก็ถือเป็นบุญแล้ว แต่หากการจะถวายปัจจัยโดยกำหนดวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าให้ใช้เพื่อสร้างนั่น สร้างนี่ นั้น อาจเป็นการสร้างความลำบากให้กับทางวัดก็เป็นได้ และปัจจัยที่ได้ถวายไปนั้น ทางวัดจะบริหารเพื่อใช้จัดการเพื่องานใดก็ถือเป็นเรื่องของวัดแล้ว

พวกผมทั้ง 3 คนได้ฟังเช่นนี้ก็นึกได้ว่า แย่แล้ว ทำพลาด ทำก้าวล่วงต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ไปแล้ว แต่ท่านก็เมตตาเทศนาสั่งสอนต่อว่า การทำดีนั้นจงทำไปเถอะเพราะเจตนาที่ดีย่อมเป็นกุศลแด่ผู้ได้กระทำดีแล้ว ส่วนการถวายปัจจัยจะใช้เพื่อการใดก็ตามให้เป็นไปตามลำดับขั้นความสำคัญของแต่ละกิจแต่ละเรื่อง ซึ่งวัดจะเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้เอง

พร้อมกันนี้ผมยังได้เรียนปรึกษาพ่อแม่ครูอาจารย์เรื่องการนำพานักศึกษาไปปฏิบัติธรรม พร้อมช่วยงานทางวัดส่วนหนึ่ง ผมได้เรียนปรึกษาไปว่า การบังคับให้นักศึกษากลุ่มนี้มาปฏิบัติธรรม พร้อมกับทำงานในวัดนั้น จะเป็นการบังคับที่ก่อให้เกิดบาปหรือไม่ ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ก็เมตตาสั่งสอนเพิ่มเติมว่า การเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมะขัดเกลาจิตใจนั้น แม้จะเป็นการบังคับก็ไม่ถือเป็นบาป เพราะนี่คือการทำดี การโน้มน้าวให้ทำความดี ย่อมถือเป็นกุศล ส่วนการทำกิจอันเป็นอกุศล แม้ไม่บังคับ แต่ไปยุยงส่งเสริม ก็ถือเป็นการสร้างบาปแก่ตัวเอง การให้คนที่เรามองว่าเป็นคนไกลจากความดี ไกลจากบุญ หรือไกลจากการปฏิบัติธรรม ให้ได้เข้าใกล้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ใครจะรู้ได้ว่า เหตุที่เขาเหล่านั้น เกเร เหลวไหล นักเลงโต อาจเป็นผลจากกรรมในกาลก่อนทำให้พวกเขาเป็นแบบนี้ การได้ฟังธรรมะ ปฏิบัติกิจเพื่อขัดเกลาจิตใจ อาจพลิกจริต กิริยาเป็นคนละคนเลยก็เป็นได้เช่นเดียวกัน การทำดีหากเห็นว่าดีก็อย่าได้พิจารณาหาว่าเป็น
ความลำบากของตัวเอง

เรื่องที่สาม ก็นับเป็นความเมตตาอีกเรื่องที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้โปรดคุณพี่อ้อยและสามี เรื่องการนำเอาพระพุทธรูปที่อยู่บนชั้นในที่ทำงานมาให้พ่อแม่ครูอาจารย์พิจารณาให้ เพราะพี่อ้อยเห็นว่าตั้งแต่เช่าบูชามาจากร้าน ยังไม่ได้ดำเนินการเบิกเนตรขององค์พระเลย จึงนำไปเพื่อพ่อแม่ครูอาจารย์พิจารณา ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ได้เทศนาสั่งสอนเพิ่มเติมว่า พระพุทธรูปที่นำมา แม้จะเก่าหรือใหม่ก็ตาม ก็คือสิ่งที่สมมุติแทนพระพุทธเจ้า แทนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การเบิกเนตรแก่พระพุทธรูป จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ เพราะพระพุทธองค์ท่านตรัสรู้ รู้แจ้งถึงสรรพสิ่งแล้ว รู้โดยจิตรู้ ไม่ใช่รู้โดยจิต (ตรงนี้ผมไม่อาจอธิบายให้ชัดเจนได้ครับ) การเบิกเนตรจึงน่าจะเป็นการเบิกเนตร ซึ่งหมายถึงจิตใจของคนเรานี้ให้ถึงพระพุทธเจ้า และพระธรรมของพระพุทธเจ้า การพิจารณาการเบิกเนตร พระพุทธรูปใหม่ๆ จึงไม่จำเป็นต้องกระทำ หากแต่ผู้ที่ได้เช่าไปบูชาแล้วปฏิบัติตน ให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าก็ย่อมอยู่กับผู้ปฏิบัติดีแล้ว เทวดา อินทร์ พรหม ย่อมอำนวยพรเสมอ

ภายหลังจากนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์ได้อนุญาตให้พวกผมทั้ง 3 คนเข้าไปกราบพระธาตุ ที่อยู่ในกุฎิด้านข้างหอฉัน เมื่อกราบเสร็จแล้วเรียบร้อย จึงได้มอบพระธาตุให้แด่ทุกคน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการใช้ชีวิตและปฏิบัติธรรมสืบต่อไป ซึ่งผมเองนั้นได้กราบเรียน ขอถวายคืนกับพ่อแม่ครูอาจารย์ เนื่องจากว่าที่ผ่านมาผมได้รับเมตตาจากทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์และนักรบธรรมหลายๆท่าน มอบวัตถุอันอุดมมงคลให้มาพอสมควรแล้ว จึงได้เรียนพ่อแม่ครูอาจารย์ว่า หากสามารถใช้เป็นประโยชน์กับญาติธรรม หรือนักรบธรรมท่านอื่นๆ ที่ร่วมทำบุญในภายภาคหน้า ก็ให้ใช้เพื่อการนั้นเถิด เพราะผมได้รับมาค่อนข้างเยอะแล้ว ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ไม่ได้กล่าวว่ากระไร

สำหรับตัวผมไม่ใช่ว่าไม่อยากได้นะครับ อยากได้เหมือนกันแต่ก็พยายามข่มความอยากนี้เอาไว้ ให้สิ่งมงคลเหล่านั้น มีโอกาสแผ่อิทธิคุณไปยังญาติธรรมท่านอื่นด้วย ก็น่าจะดี ผมคิดเท่านี้จริงๆ

ทุกๆคืนก่อนนอน ผมพยายามทบทวนธรรมะที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตาสั่งสอน จนไม่กี่วันมานี้ ผมรู้สึกว่าผมกำลังถูกทดสอบจากจิตของตัวเอง โดยนิมิตเห็นวัตถุมงคลสิ่งหนึ่ง ซึ่งหายากมากมาปรากฎ พยายามหลีกหนีก็ไม่เป็นผล นิมิตอันเดิมก็ยังกลับมาอีกหลายรอบมาก จนถึงเวลาง่วงสุดๆแล้ว จึงได้บอกกับตัวเองว่า เหนื่อยที่จะตามแล้ว อยากได้ก็อยากได้อยู่หรอก แต่ง่วงนอนมากแล้ว ขอนอนก่อนเถอะ
นิมิตนั้นจึงหายไป

ปล. สิ่งมงคลที่ปรากฎในนิมิตนั้นสวยงามมากครับ ดูแล้วความตั้งใจที่จะไม่ขอรับวัตถุมงคลอื่นใดอีก ลดหลายไปหลายส่วนพอสมควร จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ลดลงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งก็ขอพิจารณาไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ใช้เป็นบททดสอบ การพิจารณากิเลส ความอยากได้ ความอยากครอบครองของผมไปเรื่อยๆ จนกว่าความตั้งใจจะกลับมาเหมือนเดิม

....................................................................................




ข้อความเดิมของ ดร.นนต์

ขออนุโมทนาในบุญที่ท่านอินทร์ธัชและคุณอ้อยพร้อมกับสามีของเธอที่ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งนะครับ

บางอย่างเรามีจิตอันบริสุทธิ์แล้ว พยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่บางอย่างก็เหมือน
เส้นผมบังภูเขา นั่นเป็นเพราะเรายังเป็นสามัญชนอยู่ เมื่อเราอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านจึงได้เขี่ยเส้นผมนั้นออกให้ ตาและจิตของเราจึงสว่างขึ้น นักภาวนาทั้งหลายจึงต้องมีพ่อแม่ครูอาจารย์คอยสั่งสอน และต้องเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์จริงๆ เมื่อเราพบของจริงเราจึงจะเห็นธรรมจริงๆ นี่คือสัจธรรม

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
28 กพ. 2555


1 ความคิดเห็น:

  1. อนุโมทนาสาธุ กับบุญกุศล ของทุกท่านด้วยครับ อ่านแล้วทำให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อการ ปฏิบัติธรรมของตัวกระผมให้ดียิ่งขึ้นไปครับ สาธุ สาธุ สาธุ

    ตอบลบ