ยินดีต้อนรับ


วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

(083) "สภาวธรรม" ในวาระธรรมสัญจรภาคเหนือกับองค์ พ.สุรเตโช

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

สภาวะธรรมในเวทนาที่เกิดขึ้นแบบคับขัน

ในค่ำคืนหนึ่ง (14 กพ. 2555) ก่อนที่ผมจะเดินทางไปสัมมานาทางวิชาการ ที่จังหวัดขอนแก่นเมื่อวานนี้  ผมได้ภาวนาเดินจงกรม และพิจารณาถึงเวทนาที่จะเกิดขึ้น ทั้งของคนและสัตว์ที่ใกล้จะตายนั้น มันเป็นเยี่ยงใดหนอ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ผมได้พบเห็นความเจ็ปป่วยของพี่สาว และยังมีสุนัขที่บ้านตัวหนึ่งเธอกำลังเผชิญกับอาการทุกขเวทนา จากอาการเจ็บป่วยมาเป็นอาทิตย์แล้ว นอกจากนั้น ผมยังได้นึกย้อนไปถึงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับท่านแม่ชม เมื่อคราที่พวกเราเดินทางธรรมสัญจรไปที่แม่สอดเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมทั้งยังได้นึกย้อนไปถึงเมื่อคราที่ผมเดินทางไปภูดานไห ในวาระมุทิตาสักการะพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ผ่านมาว่า ขณะที่ผมเริ่มนั่งภาวนาอยู่ในเต็นท์ ปรากฏว่าลำตัวของผมเกิดอาการปวดร้าว เหมือนแก้วกำลังแตกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งๆที่ไม่มีสาเหตุใดๆเลย ผมจึงถือโอกาสนั้นในการพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ฝืน ไม่บังคับ ไม่ข่มอาการทั้งสิ้น ดูซิว่าความเจ็บปวดนั้นมันจะไปถึงไหน ผมพิจารณาอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่นานหลายสิบนาที เมื่อปล่อยวางไม่อยากพิจารณา อาการเจ็บปวดนั้นก็ทุเลาลง ผมนึกในใจว่า เอ...ผมยังนั่งลงยังไม่ทันไร (ยังไม่ทันได้ตั้งนะโม) ทำไมอาการนี้ถึงเข้ามาทดสอบเร็วจริงหนอ 

เมื่อวานนี้ (15 กพ. 2555) หลังจากผมออกจากห้องสัมมนา และได้เข้าไปในห้องรับประทานอาหารของโรงแรมราชาวดี ขอนแก่น จังหวะหนึ่งขณะที่ผมเอี้ยวลำตัว เพื่อยกเก้าอี้ไม้ที่หนักอึ้งให้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ปรากฏว่า ลำตัวผมเกิดอาการแตกร้าวเหมือนกับแก้วแตก เพราะเกิดจากผมบิดลำตัวผิดจังหวะนั่นเอง ท่านทั้งหลาย ผมได้เผชิญกับอาการเจ็บปวดที่แสนทุกขเวทนา เสมือนแก้วที่กำลังแตกร้าวอย่างนั้นทันทีทันใด ความอื้ออึงปั่นป่วนของสภาวะภายในแบบกระทันหัน ทำให้ผมต้องนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น สติระลึกได้ว่า เราต้องกำหนดลมหายใจ และพิจารณาอาการเจ็บปวดนั้นทันที ผมเริ่มนึกถึงอาการของท่านแม่ชม ที่ท่านเผชิญมาเมื่อครั้งที่อยู่แม่สอดนั้นเป็นอย่างไร ผมคงจะรู้ในครั้งนี้แล้ว เพียงไม่กี่วินาที อาการเจ็บปวดมันเพิ่มทวีขึ้นรวดเร็วมาก ผมตามมันแทบไม่ทัน สิ่งหนึ่งที่ผมยังหลงเหลืออยู่ในขณะนั้นคือ สติ ส่วนคำภาวนานั้นไม่มี มันหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่สติจะเป็นผู้ติดตามดูอาการเจ็บปวดนั้นอยู่ พิจารณาว่า อาการของคนใกล้ตายนั้น มันเป็นอย่างไร ท่านทั้งหลาย อาการเจ็บปวดที่มันเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แบบไม่ได้ตั้งตัวนี้ มันทำให้ผมทรมานมาก กำลังวังชาดับวูบลง เหงื่อเริ่มผุดขึ้นท่วมตัว ผมเริ่มจำคำพูดของแม่ชมได้ว่า อาการของคนหน้ามืดนั้นเป็นอย่างไร เพียงไม่ถึงสิบนาที ตาของผมเริ่มหลับลง ความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่ จากแสงระยิบระยับค่อยๆมืดดับลง ลมในหูเริ่มอื้อ เสียงของผู้คนเริ่มเบาลง เบาลง คล้ายการเข้าฌานสาม ตัวผมเริ่มเอนลง ศรีษะพิงกับพนักเก้าอี้ ผมปล่อยให้อาการมันดำเนินไป โดยไม่เข้าไปปรุงแต่งหรือข่มอาการแต่อย่างใด ผมดูซิว่า มันจะตายไหม เมื่อผมปล่อยวางว่า มันจะเกิดก็เกิด มันจะดับก็ดับ ชั่งหัวมัน ปรากฏว่า อาการค่อยๆดีขึ้น กำลังวังชาก็ค่อยๆเริ่มกลับมา ผมพิจารณามันอยู่สิบกว่านาที เมื่อพิจารณาว่า ผมควรจะใช้กำลังและสติดึงร่างกายให้ลุกขึ้นมา ก็ปรากฏว่า สามารถลุกขึ้นพร้อมกับลืมตาขึ้นมาได้ มองไปที่โต๊ะอาหาร ปรากฏว่า อาจารย์ท่านอื่นๆ เขารับประทานกันอิ่มแล้ว อาการของผมกลับมาเป็นปรกติ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วราวสามสิบนาที

ท่านทั้งหลาย ผมยังจำคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ได้เป็นอย่างดีว่า เวลาคนใกล้จะตายนั้น มันทุกข์ทรมานมากมายมหาศาล ผู้ที่ไม่ได้ฝึกจิตภาวนาแยกกายแยกจิตนั้น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดอาการคับขันเช่นนี้ ความทุกข์ทรมานทั้งหลาย มันจะดึงสภาวะจิตของผู้ไม่เคยภาวนาหรือผู้ที่ทำบาปมาก ไปสู่สภาวะจิตตกและหล่นไปสู่อบายภูมิได้ การได้เผชิญกับสภาวะจริงเช่นนี้ของนักภาวนา จึงนับเป็นโอกาสทองที่เราจักต้องพิจารณามันทันที แม้จะไม่มากมายดั่งเช่นพระอริยเจ้า ที่ท่านเผชิญกับความตายในทุกรูปแบบ แต่เพียงแค่นี้ ก็ทำให้เราเห็นสัจธรรมของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้พอสมควร การละวางในสิ่งทั้งหลาย ก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเราเห็นสภาวะความจริงมากขึ้นทุกวัน จึงขออนุโมทนากับผู้ที่มาอ่านเจอข้อความนี้ ทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
16 กพ. 2555



ลองย้อนกลับไปอ่านข้อความเดิมของผม
ในเว็บบล็อก พ.สุรเตโช พระผู้มาโปรดโลก 
เมื่อคราวธรรมสัญจรภาคเหนือ 


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐนนต์ สิปปภากุล

ธรรมสัญจรครั้งที่ 2 ของคณะพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรม ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากท่านได้ไปโปรดญาติธรรมสายภาคตะวันออกและโคราชมาแล้ว คราวนี้พ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านมีเมตตาไปโปรดญาติธรรม สายภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 11-18 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ดังที่ผมจะได้นำเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างเส้นทางธรรมสัญจรในครั้งนี้ โดยจะนำเสนอเป็นตอนๆ จนกว่าจะจบเรื่องราวในวันสุดท้าย ซึ่งบางข้อความหรือบางตอนผมได้นำมาจากเว็บพลังจิต ในกระทู้ "หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิตร(ฝัน)" ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้


ตอนที่ 1 ขอบคุณเจ้าภาพธรรมสัญจร

เรียนทุกท่าน
ผมและคณะของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ต้องขอขอบพระคุณเจ้าภาพในการเอื้อเฟื้อและอำนวยความสะดวก ในการแสวงบุญ "ธรรมสัญจรครั้งที่ 2" สายภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 11 - 18 พฤศจิกายน 2554 ตลอดจนผู้ที่โอนเงินร่วมทำบุญ และผู้ที่เข้ามาอนุโมทนาทุกๆท่าน ผมและคณะของพ่อแม่ครูอาจารย์ จึงขออนุโมทนาบุญ และขอให้ผลบุญที่ทุกท่านได้กระทำแล้วทุกประการ จงย้อนกลับไปคุ้มครอง ปกปักรักษา และส่งผลให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ สว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะเข้าแดนพระนฤพานทุกๆท่านเทอญ


ขอบคุณเจ้าภาพในการถวายบริการรถตู้อันหรูหราและสะดวกสบายตลอดเส้นทางแด่พ่อแม่ครูอาจารย์และคณะนักรบธรรมคือ คุณอู๊ดและคุณบี้ สองสามีภรรยาผู้ใจบุญ ซึ่งทั้งสองยังได้ร่วมปฏิบัติธรรมตลอดเส้นทางอีกด้วย ขอให้ท่านทั้งสองและครอบครัวจงมีแต่ความสุขความเจริญ มากมายด้วยทรัพย์สินเงินทอง และมีความเจริญในธรรมไปจนกว่าจะเข้าพระนิพพานทุกท่านเทอญ

ขอขอบคุณเจ้าภาพหลักที่แม่สอดคือ คุณสมบัติและน้องสาว (แฟนคุณสมบัติ) เจ้าของบ้านไม้สักอันงดงามและสงบร่มเย็น ที่อำนวยความสะดวกทั้งเรื่องที่พักอาศัย อาหารการกิน และนำทางในการแสวงบุญในครั้งนี้ อนึ่ง ยังมีเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พ่อแม่ครูอาจารย์ร่วมกันกับคุณสมบัติ และยังได้ร่วมฟังธรรมในขณะที่อยู่แม่สอดอีกหลายท่าน ผมและคณะของแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช จึงขออนุโมทนา และขอให้ผลบุญที่ทุกท่านได้กระทำแล้วทุกประการ จงย้อนกลับไปคุ้มครองและส่งผลให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญ และสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรมจนกว่าจะเข้าพระนิพพานกันทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
20 พฤศจิกายน 2554







ข้อความของคุณสมบัติ เพ็งพล

ขอกราบนอบน้อมบูชาพระคุณแห่งพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ที่นำพาหมู่คณะธรรมสัญจรครั้งที่ 2 มาโปรดกระผมถึงที่เคหะสถานที่อาศัย และยังเมตตาให้โอกาสกระผม เดินทางร่วมจาริกแสวงบุญ เรียนรู้ซึ่งสภาวะธรรมจริงแท้ภาคสนาม ได้ร่วมถวายการปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์อย่างใกล้ชิด สั่งสมซึ่งบุญบารมีร่วมกับหมู่คณะ ประดุจดั่งเคยกระทำร่วมกันมาทุกภพชาติ... ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือหน่ายแต่ประการใด กระผมขอโมทนาสาธุกับเหล่านักรบธรรมและญาติธรรมทุกท่าน ที่ได้มีส่วนร่วมในการธรรมสัญจร อิสานสู่เหนือ ในครานี้ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการฯ

ปล: 
ธรรมสัญจรครานี้ เริ่มจากคุณแม่ชมได้พูดเปรยๆกับผมเมื่อขากลับจากธรรมสัญจรครั้งที่ 1 ว่า "ลูกเอ๊ย การจะสร้างพระเจดีย์อันยิ่งใหญ่ จักต้องสร้างรากฐานที่หนักแน่นมั่นคงไว้โดยรอบก่อน สุดท้ายก็จักไปรวบยอดสร้างยอดของพระเจดีย์ที่ทางเหนือสุดนู่นแหละลูก" ซึ่งในวันนั้นพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ได้เฉลยให้ผมฟังว่าจักเป็นไปตามนั้นจริง (พูดที่บ้านดร.นนต์ ประมาณตีสองครึ่งตอนที่ผมขึ้นไปลากลับบ้าน ซึ่งความจริงก็ได้ประจักษ์แล้ว)

จากนั้นมา ผมก็เฝ้าแต่ภาวนารอว่าท่านจะมาโปรดผม (คงราวปีหน้า) ขณะทำความสะอาดห้องพระก็นึกถึงคำพูดของท่านทั้งสอง ขณะนอนเล่นตรงสนามหญ้าข้างบ้านก็นึกถึงครูชาติและคณะว่า...คงเหมาะแก่การกางเต๊นท์...ก็ไม่คิดว่าความคิดจะดังไปไกลถึงภูดานไหหนอ

ในที่สุดก็สบจังหวะกับอู๊ด(นรธ.คนใหม่เจ้าของรถตู้ หนีน้ำท่วมกลับมาบ้านพร้อมภรรยา)ได้เข้ามาหาพ่อแม่ครูอาจารย์พร้อมอาสาพาไปทุกที่ โดยจะขอเป็นรถและพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นน้ำมัน ก็พอดีกับเงินทำบุญธรรมสัญจรครั้งที่ 1 ยังคงเหลือประมาณสองหมื่นกว่าบาท...จึงเป็นจุดกำเนิดในการธรรมสัญจรสู่ภาคเหนือนี้แลฯ


สมบัติ เพ็งพล
21 พฤศจิกายน 2554






ขอขอบคุณเจ้าภาพหลักที่แม่ฮ่องสอนคือ คุณศรีไพร-คุณธวัชและพี่ชายของคุณศรีไพร (ขออภัยที่ผมจำชื่อท่านไม่ได้) ที่ได้เป็นเจ้าภาพในการถวายที่พัก ซึ่งเป็นรีสอร์ทใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดให้บริการ ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองแม่ฮ่องสอน สถานที่สงบร่มรื่นดีมาก อีกทั้งยังได้ถวายภัตตาหารร่วมกับญาติธรรม ผู้ที่ทำงานในสายเดียวกันกับคุณสมบัติ และยังมีข้าราชการโรงพยาบาลแม่ฮ่องสอนอีกหลายท่าน ได้เข้ามาร่วมฟังธรรมทั้งตอนกลางคืนและตอนเช้า และพ่อแม่ครูอาจารย์ได้มอบพระพุทธปฐวีธาตุให้แก่ญาติธรรม เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจครบทุกคน

ผมและคณะของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช จึงขออนุโมทนา และขอให้ผลบุญที่ทุกท่านได้กระทำแล้วทุกประการ จงย้อนกลับไปคุ้มครองและส่งผลให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญ ร่ำรวยเงินทอง และสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรมจนกว่าจะเข้าพระนิพพานกันทุกท่านเทอญ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
20 พฤศจิกายน 2554



ตอนที่ 2 เส้นทางธรรมสัญจร

12 พฤศจิกายน 2554
คณะของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรม ได้ไปชมวัดโพธิคุณ (ห้วยเตย) ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาใกล้เส้นทางหลัก ก่อนถึงแม่สอดไม่กี่กิโลเมตร วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่สวยงามสร้างตามรูปแบบอยุธยาตอนปลาย คือ มีท้องแอ่นเหมือนเรือสำเภา สวยงามมาก อีกทั้งบริเวณก็สงบร่มรื่นดีมาก




หลังจากนั้น คณะพ่อแม่ครูอาจารย์และเหล่านักรบธรรม ได้ไปกราบนมัสการพระพุทธรูปและรูปหล่อพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ถ้ำอินทนิล อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาของหลวงปู่เจี๊ยะ พระอรหันต์เจ้าสายหลวงปู่มั่น นอกจากนั้น ภายในถ้ำยังมีรูปหล่อของหลวงปู่โต พรหมรังสีอยู่ด้วย สถานที่ร่มรื่น เงียบสงบเหมาะสำหรับบำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง พ่อแม่ครูอาจารย์และพวกเรานั่งภาวนาสมาธิประมาณสิบนาที ส่วนผมเองสมาธิดิ่งสงบเร็วมาก ใครมีโอกาสลองแวะเข้าไปกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือนั่งภาวนาที่ถ้ำแห่งนี้ดูนะครับ







ตอนที่ 3 มหัศจรรย์ทางจิต

13 พฤศจิกายน 2554 (วันที่สาม ณ แม่สอด)
คณะพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรม ได้ไปเดินชมตลาดอำเภอแม่สอด ขณะเดินอยู่ที่บริเวณร้านขายพระและอัญมณีร้านแรก ได้พบกับคุณวรางคณา บุญศรีกุล เจ้าของร้านคุณณา ผู้ใจดี เมื่อเธอเห็นพ่อแม่ครูอาจารย์และพวกเรา เธอกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับตามธรรมเนียม แต่สิ่งหนึ่งที่เธอเอ่ยกระซิบกับผมขึ้นมาว่า "ไม่รู้เป็นอะไรเมื่อเจอคณะของท่านจึงอยากถวายสิ่งของให้" เธอได้ถวายสร้อยประคำหยกสีเขียวแด่พ่อแม่ครูอาจารย์ และมอบสร้อยประคำหยกขาวให้พวกเราจำนวนแปดเส้น หลังจากนั้นไม่นาน เธอได้หยิบแก้วขนเหล็กจำนวนหนึ่งชิ้น ขึ้นมาวางไว้บนตู้กระจก และเอ่ยขึ้นมาว่า อยากมอบให้เหล่านักรบธรรม แต่พวกเราไม่ได้แสดงอาการใดๆ (นิ่งเฉย) เนื่องจากเธอไม่ได้ระบุว่าจะมอบให้ผู้ใด ผมจึงหยิบแก้วขนเหล็กนั้นขึ้นมาอธิษฐานจิต เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างในตัวผม ประมาณ 4-5 นาที แล้วจึงยื่นกลับไปให้เธอ และบอกให้เธอลองสัมผัสพลังดู (ผมรู้ว่าเธอมีญาณสัมผัสได้) ปรากฏว่า เธอระล่ำระลักออกมาว่า ทำไมลูกแก้วขนเหล็กเปลี่ยนสีได้ คือเปลี่ยนจากสีขาวใสเป็นสีดำเข้มขึ้น และมีพลังมหาศาลจนมือไม้เธอสั่น พร้อมกับระล่ำระลักพูดออกมาว่า "ฉันขอแก้วขนเหล็กชิ้นนี้คืนไว้ที่ร้านนะคะ" ผมจึงบอกให้เธอเก็บไว้ให้ดี ต่อมาเธอแอบถามคุณบี้กับคุณอู๊ดว่า ผมเป็นใคร... ซึ่งคุณอู๊ดกับคุณบี้อยู่ในเหตุการณ์นี้ตลอดเวลา อันนี้เป็นประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ผมมิได้มีเจตนาให้ผู้ใดลุ่มหลง เพียงแต่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างเท่านั้น (จงโปรดใช้วิจารณญาณ)


อย่างไรก็ตาม คณะของพวกเราก็ได้ตอบแทนน้ำใจของเธอ โดยได้บูชาพระแก้วโป่งคราม แก้วขนเหล็ก และอื่นๆจำนวนหนึ่ง

อนึ่ง ก่อนเดินออกจากร้าน ผมได้กระซิบกับเธอว่า เป็นบุญของเธอแล้ว ที่ได้ทำบุญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ เพราะมีผู้คนจำนวนหลายๆล้านคน ที่ไม่มีโอกาสเช่นนี้ เธอได้แต่อนุโมทนาสาธุ หลังจากนั้น พวกเราจึงขอไปเดินชมที่อื่น พอเดินกลับมาขึ้นรถเดินผ่านร้านเธออีกครั้ง เธอพร้อมสามีได้เตรียมพลอยสีต่างๆจำนวนมาก ใส่ถุงพลาสติกไว้หลายถุง หนักหลายกิโลกรัม ถวายแด่พ่อแม่ครูอาจารย์อีกครั้ง จึงขออนุโมทนากับเธอด้วยนะครับ

ปล. ณ ร้านแห่งนี้ คุณแม่ชมได้พบกับสภาวะธรรมหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นกับแม่ชมเอง จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังจะได้เล่ารายละเอียดให้ฟังต่อไป ขอให้คุณสมบัติเข้ามาเล่าเสริมด้วยนะครับ


ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
20 พฤศจิกายน 2554







ในขณะที่เดินชมตลาดแม่สอด จ.ตาก พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านได้เลือกพระพุทธเพ็ชรตาเสือ ที่มีขนาดเล็กพอเหมาะสำหรับห้อยคอ และยังได้เลือกพระพุทธแก้วโป่งข่ามให้กับผมและคณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งท่านบอกว่า ทั้งเพ็ชรตาเสือและพระพุทธรูปขนาดเล็ก ที่แกะด้วยแก้วโป่งข่ามสีขาวใสสวยงามนั้น ล้วนมีดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นหากใครได้ครอบครอง ก็ล้วนดีทั้งนั้น แต่เหล่านักรบธรรมโชคดีกว่านั้นก็คือ พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเป็นผู้เลือก และอธิษฐานจิตให้อีกครั้ง จึงนับเป็นวาสนาของพวกเรา ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับท่านในครั้งนี้ ลองชมดูนะครับ ปล.เพ็ชรตาเสือจะเปลี่ยนสีและเลื่อมพรายไปตามแสง จึงดูมีเสน่ห์และลึกลับ



ข้อความของคุณสมบัติ เพ็งพล จากเว็บพลังจิต

สบายดีนะครับเพื่อนธรรมทุกๆท่าน
หนาวกันหรือยังครับ?...แม่สอดหนาวแล้วเด้อ...


ห่างหายจากบอร์ดไปหลายวันตั้งแต่ 11-20 พ.ย.'54 ตามที่ทราบกันดีว่าต้องเตรียมการต้อนรับคณะพ่อแม่ครูอาจารย์กับญาติธรรม แล้วต่อเนื่องด้วยการจาริกไปยังสถานที่สำคัญๆต่างๆในแถบภาคเหนือ เช่น 
ถ้ำแก้วโกมล อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ถ้ำผนึกสีขาวดุจน้ำแข็งหนึ่งในสามของโลก (ได้ร่วมสวดมนต์,นั่งสมาธิแผ่เมตตาในก้นถ้ำ เสียดายที่ จนท.ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ) 
พระพุทธบาทสี่รอย ณ.ยอดเขาสูงใน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ครูอาจารย์ท่านรับรองไว้ว่าเป็นรอยประทับพระบาทของพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 1-2-3-4 ในภัทรกัป ประทับซ้อนๆกันอยู่ และพระศรีอริยะเมตตรัยก็จะทรงประทับให้เป็นรอยเดียวในยุคของพระองค์ในกาลข้างหน้า (ได้ร่วมนั่งสมาธิบูชาพระคุณ ขอขมาฯ และได้เกิดความปีติจนหักห้ามน้ำตาไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้ร่วมกัน)
- เรื่องราวต่างๆจักทยอยลงเรื่อยๆ

บ่ายวันนี้ผมขอเริ่มต้นทักทายโดยการนำเสนอรายละเอียดของเพชรตาเสือ หรือคดไม้สัก เป็นแร่กลุ่มเดียวกันกับควอตซ์(คล้ายพระพุทธปฐวีธาตุแต่ต่างสถานที่กำเนิด) เพียงแต่เป็นคนละสีกัน พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำว่า ดีนัก! ดีอย่างไร โปรดสอบถามครูชาติ ท่านนนต์หรือคุณเก๋นะครับ 555 เห็นพยายามตามหากันหลายพันโค้ง(ผมก็ด้วย) สุดท้ายผมว่าที่แม่สอดคุณภาพดีสุดครับ (ดูภาพประคำท่านศรุตประกอบ)



ตอนที่ 4 คุณแม่ชมเผชิญกับสภาวะสัจธรรม

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 เวลาประมาณบ่ายโมง ขณะที่พ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรม กำลังดูพระและอัญมณีในร้านคุณณา ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จู่ๆปรากฏว่า คุณแม่ชมเกิดอาการเป็นลมจนทรงตัวไม่อยู่ ซึ่งเกิดจากการรับประทานลูกสมอดองที่ซื้อมาจากตลาดแม่สอด ประมาณหนึ่งคำเมื่อคืนที่แล้ว (12 พย.) และเกิดอาเจียนทันที ตามมาด้วยท้องร่วงถ่ายออกมาหลายครั้ง จนกระทั่งตอนเช้าของวันที่ 13 ก็ยังถ่ายอยู่ แต่ด้วยหัวใจและความรับผิดชอบ ต่อภาระหน้าที่ที่จะต้องเดินทางต่อตามโปรแกรม คุณแม่ชมจึงได้แข็งใจ และไม่ได้แสดงอาการให้ใครรู้มากนัก จนสุดท้าย เมื่ออยู่ในร้านนานเข้า จึงเกิดอาการท้องเสีย และหน้ามืดจนยืนไม่อยู่ และเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ แต่โชคยังดีมากที่มีคลินิกของหมออยู่ร้านตรงกันข้าม ผมและครูร่วมชาติ จึงได้หามแม่ชมเข้าไปรักษาในคลินิก คุณหมอจึงฉีดยาและให้น้ำเกลือทันที คุณหมอบอกว่า หากนำไปหาหมอช้าเกิน 30 นาทีอาจทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากคนไข้อาจขาดสติจนไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง เพราะเป็นอาการช็อคกระทันหัน

พ่อแม่ครูอาจารย์และพวกเรา ได้เฝ้าดูด้วยความเป็นห่วง แต่คุณแม่ชมแม้ตาจะลืมไม่ขึ้น แต่จิตที่ถูกฝึกมาอย่างหนัก กลับกลายเป็นตัวช่วยให้รอดชีวิตมาได้ พ่อแม่ครูอาจารย์บอกแม่ชมให้ภาวนาเข้าไว้ในขณะที่ให้น้ำเกลือ แม่ชมเล่าให้ฟังตอนหลังว่า ขณะที่กำลังจะเป็นลมนั้น จิตรู้ว่าร่างกายสังขารมันไม่ไหวแล้ว ท่านจึงใช้วิธีแยกกายกับจิตออกจากกัน จิตพิจารณาถึงความทุกขเวทนาและความเจ็บปวดว่า กายนั้นไม่ใช่ของเรา หากธาตุขันธ์มันจะดับแตกสลาย ก็ให้มันเป็นไป แต่สภาวะของจิต จะต้องไม่ตกเป็นทาสของกายสังขาร หากตัวของข้าพเจ้ายังมีบุญที่จะได้สร้างสมบุญบารมีต่อไป ก็ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วก็ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และผลบุญที่ได้กระทำมาแล้ว เมื่อพิจารณาไปได้สักพัก จิตมันก็ปล่อยวาง จากอาการที่เจ็บปวดอ่อนแรง ภาพมืดดำสนิทจนมองไม่เห็นอะไร กลับกลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้า ตัวเบา และกลับเกิดมีพลังขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จนสามารถลืมตาขึ้นมา และพูดจาได้ชัดเจนขึ้น คุณแม่ชมบอกว่า สติเท่านั้น ที่จะประคองทุกสิ่งทุกอย่างให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ และคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์นั้น มันยิ่งใหญ่จริงหนอ เมื่อจิตและสภาวะร่างกายกลับฟื้นมาได้อย่างรวดเร็ว หลังจากให้น้ำเกลือประมาณ 30 นาที พวกเราก็เดินกลับไปที่ร้านคุณณา (เธอเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วงด้วย) และได้เดินชมตลาดอยู่สักพัก จึงได้เดินทางกลับที่พัก

ต่อมาในตอนเย็น ขณะที่มีญาติธรรมซึ่งอยู่ที่แม่สอด ได้มาฟังธรรม คุณแม่ชมก็ยังประคองกายขึ้นมานั่งภาวนา และนั่งฟังอยู่ด้วย โดยไม่ได้แสดงอาการอ่อนแอให้ใครเห็น นี่แหละหนอ ผลของการบำเพ็ญเพียรภาวนามาอย่างหนัก เมื่อถึงเวลาจะเข้าสู่สภาวะคับคัน หรือการเข้าสู่สภาวะธรรมขั้นสูง ก็มักจะมีสิ่งเข้ามาทดสอบที่หนักหน่วงตามไปด้วย คุณแม่ชมเล่าให้ฟังว่า อาการของคนใกล้จะตายนั้น มันทรมานมาก หากผู้ไม่ได้ฝึกจิตมาเพื่อการตาย อาจจิตตก และทำให้ตกไปสู่ทุคติภูมิได้ จึงนับว่า คุณแม่ชมได้แสดงสภาวะธรรมขั้นสูง ให้บรรดาลูกๆเหล่านักรบธรรมได้เห็น และยังมีสภาวะอีกหลายๆอย่าง ที่ไม่สามารถอธิบายให้กับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งได้ จึงขออนุโมทนากับคุณแม่ชมด้วยนะครับ

หมายเหตุ ผมเขียนย้อนหลังอาจไม่ตรงกับความจริงทุกคำ แต่เนื้อหาหลักยังถูกต้องและใกล้เคียงมากที่สุด

อนึ่ง ลูกสมอดองถุงนั้น ยังทำให้คุณอู๊ดและคุณสมบัติมีอาการท้องเสียด้วย โดยเฉพาะคุณอู๊ดเป็นอยู่ถึงสามวัน แต่ก็ประคองตัวขับรถได้ จึงขอให้ระวังผลไม้ดองที่มาจากฝั่งชายแดนด้วยนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
21 พฤศจิกายน 2554

...................................................................................................

ข้อความของคุณสมบัติ

คุณแม่ชมต้องได้รับน้ำเกลือและยารักษาโดยด่วน โชคดีที่ได้เข้าคลีนิคใกล้ๆของคุณหมอ (อดีตผอ.รพ.) ท่านบอกว่า เนื่องจากสมองขาดอ๊อกซิเจนและน้ำเป็นอย่างมาก (ตอนเช้าแม่ชมทานอะไรไม่ลงเลย) หากรักษาช้าเกิน 30 นาที อาจจักเป็นอัมพาต!หรือ...ได้

พ่อแม่ครูอาจารย์คอยดูแล สอบถามให้สติกับคุณแม่อยู่อย่างใกล้ชิด พวกเราก็ได้ช่วยกันนวดเฟ้นที่ปลายเท้า ซึ่งเย็นมากๆ ราวๆ 10 นาทีก็กลับอุ่นขึ้นมาเรื่อยๆ รู้สึกกระปี้กระเป่าผิดปกติ จนคุณแม่บอกว่าสามารถวิ่งแข่งพวกเราได้แล้ว...หึหึ


คุณแม่ชมบอกว่า "เหตุการณ์นี้ ถือเป็นการมารวมยอดกันที่ทางเหนือ" หึหึ ที่จริงมีทั้งเรื่องที่คุณแม่ได้นิมิตของสถานที่บางแห่งที่นี่ ก่อนเดินทางมา...

...................................
ข้อความของคุณสันติ

ขออนุโมทนาบุญกับแม่ชมทุกประการครับ การเจริญมรณสติ เป็นสิ่งที่มีอานิสงส์มาก เป็นเหตุให้เกิดความไม่ประมาท ผู้ใดหมั่นเจริญสติอยู่เป็นนิจ เมื่อถึงคราวตาย ก็ไม่หวั่นไหวไม่หวาดกลัว มีสติรู้อยู่ตลอด ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็มั่นใจได้ว่า จะไปสู่สุคติแน่นอน

ขอให้เราได้พิจารณาน้อมนำ กรณีที่แม่ชมได้แสดงสภาวะธรรมขั้นสูงให้เห็น นำมาเป็นคติเตือนจิตเตือนใจของเรา แล้วเราจะได้พบคุณค่า ของการระลึกถึงความตาย ที่ให้ประโยชน์สูงสุด ตาลปัตรพระ มักเขียนคำว่า "ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น" ซึ่งหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสแก้ตัว เพราะฉะนั้น ให้เราระมัดระวัง ให้เรารักษาจิตรักษาใจของเราให้ดี ครับผม


ตอนที่ 5 ถวายพระพุทธรูปแด่พ่อแม่ครูอาจารย์

ข้อความของคุณสมบัติ เพ็งพล

หลังจากผจญกับสภาวธรรมขั้นอุกฤษฏ์ร่วมกันแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์ได้พาคณะเลือกเฟ้นพระบูชาประจำตัวของแต่ละคน และท่านก็ได้เจอพระแก้วประจำองค์ของท่าน เป็นสีน้ำผึ้งเนื้อนวลสวย จนทำให้ท่านต้องเปรยๆ ถึงพระประจำองค์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นว่า มีลักษณะใกล้เคียงกันครับ... ซึ่งผมกะท่านนนต์ ก็ได้ขอน้อมถวายแด่ท่านอีกครา

ปล: 
- เสียดายที่บรรจุใส่กล่องพร้อมกับพระบูชาเชียงแสน แล้วไม่ได้นำกลับไปภูดานไหด้วย (ผมลืมอัญเชิญขึ้นรถ...ไม่ใช่บังเอิญแน่ หึหึ)...
- คุณแม่ชมบอกว่า รอถวายพร้อม ดร.นนต์ ตอนปฏิบัติธรรมข้ามปีนะ... โมทนาสาธุครับ











ตอนที่ 6 สภาวะธรรมบนเส้นทางสัญจร

14 พฤศจิกายน 2554
การธุดงค์ธรรมสัญจรภาคเหนือในครั้งนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆมากมาย ซึ่งเป็นสภาวะธรรมดา แต่ได้กลายเป็นสภาวะธรรม เพื่อสอนเหล่านักรบธรรม ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของกายสังขารตลอดเส้นทาง นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย อาทิ หลายคนมีอาการเมารถถึงกับอาเจียนสองคน ท้องเสียอย่างรุนแรงสองคน ท้องเสียปานกลางหนึ่งคน ท้องผูกสองคน ต่างคนก็ต่างหาวิธีแก้ไขอาการของตัวเองตลอดเส้นทาง ผมเองก็เกิดอาการท้องผูก ต้องกินยาระบาย และนั่งภาวนาสมาธิ เพื่อป้องกันอาการเมารถ เพราะนั่งเบาะหลังสุด ส่วนผู้ท้องเสียก็ต้องกินยาแก้ท้องเสีย ส่วนผู้เมารถจากถนนหลายพันโค้ง ก็ต้องกินยาแก้เมา...

โอ้หนอ... ถ่ายไม่ออกก็ทุกข์ ถ่ายออกก็ทุกข์ อาเจียนก็ทุกข์ ไม่อาเจียนผะอืดผะอมก็ทุกข์ อิ่มก็ทุกข์ หิวก็ทุกข์ จึงต้องพิจารณาความทุกข์กันไป คนท้องเสียกับคนท้องผูก ต่างพยายามเข้าห้องน้ำพอๆกัน นั่งไปพิจารณากันไป แน่นหนอ ไหลหนอ เป็นอยู่อย่างนั้น แต่ก็มีความสุขกันดี หัวเราะกันไป นี่หละหนา กายสังขารทั้งหลายมันมิใช่ของเรา พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่า หากมันเป็นของเรา เราต้องสั่งมันได้ แต่นี่มันไม่เคยฟังคำสั่งของเราเลย มันอยากจะเกิดก็เกิด มันจะดับมันก็ดับ... สภาวะธรรมเช่นนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเน้นเสมอว่า นักภาวนาจักต้องเผชิญกับความทุกข์จริงๆ ความสุขๆจริง การเฉียดตายจริงๆ จึงจะเข้าใจในสัจธรรมเหล่านั้น ความรู้จากตำรานั้น มันต่างกันกับสภาวะของจริงราวฟ้ากับดิน ไม่เห็นความทุกข์ความสุขจริงๆ แล้วจักละวางความทุกข์ความสุขนั้นได้อย่างไร ก็ลองพิจารณาดูนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
22 พฤศจิกายน 2554


.........................................
ข้อความของคุณสมบัติ

ถึงสะพานก่อนเข้าอำเภอสบเมย
- คุณบี้...ภรรยาคุณอู๊ดขอลงรับอ๊อกซิเจ่นและปลดปล่อยส่วนเกินในกระเพาะอาหาร (เมาภูเขาและโค้งอตร.) 

- ผมเองก็ไม่ต่างกัน แหม...ไม่ได้เมามานาน หึหึ 
- (ดูแม่ชมกะคุณอู๊ด..."ขำ"...ท่าทางจะไม่เข้าใจอาการ "เมาค้าง" เหอๆ)
- พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่ปล่อยนาทีทอง...
- เดินลงสะพานเพื่อสรรค์หาก้อนหินที่เข้าข่ายปฐวีธาตุ (ท่านกระซิบว่า...สู้ที่แม่น้ำโขงไม่ได้)
- โชคดีมากที่เราได้ก้อนหินสีขาวขนาดใหญ่ไว้เขียนรอยพระพุทธบาท
- ส่วน ดร.นนต์ได้ Amethyst ก่อนหินสีม่วงสวยงามมากครับ






ตอนที่ 7 นิมิตธรรม ณ ถ้ำโกมล

ข้อความของคุณสมบัติ เพ็งพล

คืนนี้ที่ 14 พ.ย. เราจะนอนไหนกันดี????
- เป้าหมายปลายทางก็คือ ถ้ำแก้วโกมล อ.แม่ลาน้อย เราขึ้นดอยขึ้นไปก็เย็นมากๆ แทบมองไม่เห็นอะไรแล้ว แถมอากาศก็เย็น

- คืนนี้จำต้องนอนที่ที่ทำการ อบต. ห่างจากปากถ้ำประมาณ 2 กม. ซึ่งรถตู้ไม่สามารถขึ้นได้ครับ
- และได้ถวายการนวดแด่พ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นที่ปลื้มปีติกับพวกเรา 5 หนุ่มมาก
- ครบเครื่องครับที่นี่ ต่างได้นิมิตอันดีถ้วนหน้าในค่ำคืนอันสงัด...ราตรีสวัสดิ์
เช้าอันสดชื่น...ระหว่างถวายน้ำอุ่นและกาแฟ...รอรถพาขึ้นไปชมถ้ำแก้วโกมลยลธรรมชาติและนกออกหากินในยามเช้าไปพลางๆก่อนนะ




ข้อความของ ดร.นนต์

การพักคืนใกล้ถ้ำแก้วโกมลนั้น ขณะพ่อแม่ครูอาจารย์นั่งภาวนา ปรากฏมีเทวดาใส่ชุดขาวสง่างาม ลงจากเขามาหาพ่อแม่ครูอาจารย์ ส่วนคุณอู๊ดนิมิตเห็นเทวดาผู้หญิงเข้ามาหา ส่วนท่านสมบัติก็นิมิตเห็นเทวดาคล้ายใครหนา...โปรดเฉลย


ข้อความของคุณสมบัติ 

ผมฝันเจอเทวดาหน้าสีเงินเพียงครึ่งเดียวมาหาผม แล้วบอกผมว่าเป็น ดร.นนต์ หุหุ ผมก็ว่า ไม่ใช่ ดร.นนต์ ไม่ใช่หน้าแบบนี้ (เนื่องจากเทวดาตนนี้มีใบหน้ารูปไข่งดงามมาก(ก็เขาเป็นเทพบุตรนิ) หุหุ) แล้วเขาก็เอาน้ำลูบหน้าไปเรื่อยๆ ลูบทีไรหน้าก็เป็นสีเงินเรืองๆ ผมก็แย้งในใจตลอดว่าไม่ใช่ๆๆๆ จากนั้นก็เลยตื่นขึ้นมาภาวนา

ขณะภาวนา...ปรากฏเห็นนิมิตสีขาวสว่างไปทั่วแดน มีเกล็ดสีขาวเป็นหิมะระยิบระยับเต็มไปหมด และมีสติรู้ว่าเราจักได้เจอสิ่งนี้... พอออกจากสมาธิแล้ว และออกจากเต็นท์มา แล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นกลุ่มก้อนเมฆสีขาวเต็มผืนฟ้า เหนือศรีษะอีกด้วย งามจริงๆที่นี่!

ยังมีต่อที่ถ้ำแก้วโกมล ทำให้เกิดปีติจนน้ำตาหลั่งออกมาโดยไม่รู้ตัวทีเดียว

เรารอรถนานมาก และทราบว่าปากถ้ำเปิดบริการประมาณ 8:30 น. เนื่องจากรู้สึกสดชื่นและมีกำลังกันทุกคน จึงตกลงว่าไม่รอรถกระบะแล้ว เราจักเดินขึ้นกัน...สำหรับผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่หารู้ไม่ว่า...เกือบตาย555+ เหนื่อยมากๆ 2 กิโลแม๊ว...มีแต่ชันไปเรื่อยๆ ดีที่ได้คุณเก๋กะครูชาติช่วยลาก,ดึงแขนคนละข้าง ดันก้น จนไปถึงจุดพักแรก แล้วได้ลูกอมวิเศษจากพ่อแม่ครูอาจารย์มาช่วยอีก 1 แรง สาธุ....







ภาพชุดต่อมา เก็บตกอาการของคนหมดสภาพกัน โดยมีพ่อแม่ครูอาจารย์คอยยืนดูอยู่อย่างใกล้ชิด...ท่านบอกว่า หากเดินตามปกติก็ไม่เป็นไรกัน แต่นี่จะเดินให้เร็ว เพื่อตามพ่อแม่ครูอาจารย์ก็เลยเป็นกันแบบนี้... งานนี้ต้องประเมินกำลังตัวเองให้มากๆครับผม

อีกนิดเดียวก็ถึงปากถ้ำแก้วโกมลหนึ่งในสามของโลกครับ จึงขอถ่ายรูป ก่อนเข้าและหลังเข้ามาให้ชม (ภายในถ้ำเขาไม่ให้นำกล้องหรือมือถือเข้าไปครับ) ภายในถ้ำแห่งนี้แม้จักพบเจอความงดงาม ทึ่งในธรรมชาติ และมีเหล่าพญานาคท่านปกปรักรักษาไว้ แต่ก็อดสังเวชใจไม่ได้ เนื่องจากอ๊อกซิเจ่นเข้าไปมากเกินไป จนผนังถ้ำหินงอกหินย้อยที่ต้องใช้เวลานับร้อยๆนับพันล้านปีในการก่อกำเนิด แต่กลายเป็นสีดำเต็มไปหมดเลย 

คณะเราเป็นคณะแรกในการเข้าชมถ้ำ และเนื่องจากเจ้าหน้าที่ให้เวลาเพียง 20 นาทีเอง พ่อแม่ครูอาจารย์ก็ได้นำทำวัตรเช้าขนาดย่อๆ ขอขมาฯ สวดพระคาถาแผ่เมตตาให้เหล่าพญานาค เทวดาผู้พิทักษ์รักษาสถานที่ นั่งสมาธิเพื่อบูชาสถานที่ด้วยครับ...ใครเจออะไรบ้างครับที่นี่ หึหึ!

ข้อความของ ดร.นนต์

ผมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป จึงใช้วิธีโน้มจิตภาวนาตลอดเส้นทางการเดินขึ้นเขา เมื่อเข้าไปในถ้ำสามารถสัมผัสพลังมหาศาลได้ จึงลองเปิดจักรกะของตัวเอง เพื่อขอดึงพลังนั้นมาใช้ เป็นพลังแฝง แล้วปรับธาตุขันธ์ ขอดึงพลังธาตุทั้งสี่ พลังเกล็ดแก้วเพชรมณี พลังครอบแก้วจักรวาล และพลังแห่งพุทธะ ตามวิธีที่ตัวเองเรียนรู้พลังแฝง ผมพยายามเดินตามหลังสุด เดินภาวนา ดึงและและถ่ายพลังเข้าออก บางครั้งมีมวลพลังเข้ามาจนซาบซ่าน บางครั้งก็ปีติเมื่อโน้มจิตถึงพระพุทธองค์ หรือโน้มจิตถึงเทวดาที่อยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ เมื่อเดินลงไปลึกจนถึงก้นถ้ำที่อากาศน้อยที่สุด สภาวะธรรมบางอย่างก็เกิดขึ้นในขณะนั่งภาวนาสมาธิ จิตสงบ เงียบสงัด มีแต่พลังหมุนเวียนภายใน ช่วงใดโน้มจิตถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ที่นั่งอยู่ข้างหน้า น้ำตาแห่งความปีติก็หลั่งไหลออกมา ช่างมหัศจรรย์จริงหนอ เสียดายมีเวลาน้อยเกินไป แต่สภาพภายในนั้น สวยงามมากๆ เป็นเกล็ดเพ็ชรระยิบระยับเต็มไปหมด นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย มองเห็นเป็นแร่ชนิดหนึ่ง แต่นักภาวนาเห็นลึกมากไปกว่านั้น คืออจินไตยที่ไม่สามารถอธิบายได้ เป็นของใครของมัน ผมทราบจากคุณแม่ชมในภายหลังว่า ถ้ำแห่งนี้เป็นวังของพญานาคอีกด้วย

ปล. ให้ศึกษาพลังแฝง (ตัวแฝง) ของหลวงปู่โง่น โสรโย ดูนะครับว่าคืออะไร

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
22 พฤศจิกายน 2554


ตอนที่ 7 ความธรรมดาคือสภาวะธรรม

สภาวะธรรรมที่เกิดขึ้นแต่ละวันนั้น มีความละเอียดมาก หากจะเขียนให้ใกล้กับความจริง คงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น บางอย่างมันก็เป็นอจินไตย บางอย่างก็เป็นปัตจัตตัง บางอย่างก็เป็นอุบายธรรม บางอย่างก็เป็นสิ่งเข้ามาทดสอบ บางอย่างก็เข้ามาเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ หากบุคคลทั่วไป อาจมองเห็นเป็นเรื่องท่องเที่ยวหรือเป็นสารคดีทั่วไป ซึ่งก็ถูกต้อง แต่เหล่านักรบธรรมและพ่อแม่ครูอาจารย์ไม่คิดเช่นนั้น การรับรู้ภายในของเหล่านักรบธรรม ย่อมประจักษ์แก่ใจ และเกินกว่าที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามเรียบเรียงออกมา ตามสติปัญญาของผมที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใฝ่ในธรรมทุกๆคน ค่อยๆติดตามไปนะครับ

พรุ่งนี้ ผมจะเข้ามาเสริมท่านสมบัติในแต่ละช่วง จนกว่าจะจบตอนสมบูรณ์

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
23 พฤศจิกายน 2554


ข้อความของคุณสมบัติ

การจะเรียบเรียงถ้อยธรรมะของพ่อแม่ครูอาจารย์เพื่อนำเสนอ ย่อมเป็นเรื่องยากของพวกเรา นรธ.(นักเรียนธรรม) ที่ยังเรียกได้ว่าเป็นเพียงเด็กอนุบาล ซึ่งยังไม่อาจเรียกว่าเป็นนักศึกษาธรรมได้เลยผมจำได้ว่าตอนที่อ่านประวัติหลวงปู่แหวน เมื่อท่านเข้าไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เพื่อขอเรียนรู้ศึกษาปฏิบัติ ซึ่งเรารับรู้กันดีว่าหลวงปู่แหวนก็ศึกษาปฏิบัติมาพอสมควรแล้ว แต่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้บอกว่า "ตำหรับตำรา ความรู้ทุกอย่างที่เรียนมา ให้เอาใส่ตู้เก็บไว้ก่อน"

ในเรื่องนี้ก็ได้มาตระหนักรู้และเข้าใจยิ่งขึ้น ก็เมื่อตอนมาเรียนรู้ศึกษาภาคปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ว่า เราควรล้างภาชนะแก้วใสให้สะอาดเอี่ยม เพื่อรองรับพระธรรมที่ท่านจักถ่ายทอดให้ปฏิบัติตาม ความรู้ตามตำรา,การปฏิบัติที่เราเพียรศึกษา เรื่องลี้ลับที่เราเคยประสพ ท่านผ่านมาหมดแล้ว จึงไม่สมควรแสดงความรู้ความเห็นให้เสียเวลาและโอกาสอันดีที่จักรับพระธรรมอันประเสริฐยิ่ง

การเดินทางธรรมะสัญจรเพื่อโปรดเหล่า นรธ. ให้มีกำลังใจในการปฏิบัติ ถือเป็นธรรมเนียม ความกรุณาต่อศิษย์ เป็นโอสถทิพย์ชโลมใจให้พวกเรา เปิดโอกาสให้ถามธรรมหรือเรื่องราวที่ไม่ควรเปิดเผยแก่คนทั่วไปได้

ท่านยังต้องเดินทางไปเพื่อภาวนา โปรด แผ่เมตตา อุทิศบุญกุศลไปยังสถานที่ต่างๆที่ผ่านและไปประสพ เช่น คน ถ้ำ ภูเขา ต้นไม้ แหล่งน้ำ ลำธาร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ

แม้ดูจะเรียบง่าย แต่ นรธ.ทุกคนต้องมีวินัย รู้จักแยกแยะสถานการณ์ อารมณ์ กิเลส วิธีการต่อสู้หรือตั้งรับสิ่งกระทบ รู้จักศึกษา เรียนรู้ สังเกตุ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ คอยชี้แนะ ตำหนิ ยอมรับได้หากการกระทำอันใดไม่เหมาะสม (ทุกวินาทีคือการปฏิบัติ) ตลอดทั้งวิธีการปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ทั้งนี้จักต้องไม่ให้กระเทือนถึงท่านและหมู่คณะ

ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านคอยสังเกตุการณ์ทั้งกิริยาภายนอก วาจา และกิเลสที่ฟูมฟักอยู่ในใจเรา ที่จักหลงไปตามสิ่งต่างๆตามกิเลส ท่านจักคอยกวนกิเลสเรา หากกระเพื่อมนิดหน่อย ท่านก็รู้...และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมในการให้ธรรม ท่านก็ถึงจะให้ ท่านรู้จักกาลอันเหมาะสม ทว่า...บางครั้งก็ให้แบบตั้งรับไม่ทัน ใครไม่เคยลอง คงไม่รู้...หึหึ...ก็เห็นโดนกันทุกราย...
ก่อนสิ้นปีนี้...ผมจะไปภูดานไหก่อนและอาจกลับก่อนแต่จักปฏิบัติธรรมข้ามปีร่วมกันครับ


ข้อความของ คุณสมบัติ

ออกจากถ้ำปลาก็บ่ายๆ และพักรับประทานอาหาร(นรธ) ก็ออกเดินทางต่อไป ก่อนถึงถ้ำลอด 
- ในจุดแรกได้แวะข้างทาง เพื่อจะไปชมถ้ำจำชื่อไม่ได้ จนเย็นสงสัยได้พักแถวนั้น แต่ไม่สามารถเข้าถึงถ้ำได้ ขึ้นไปบนภูเขาก็ไม่มีที่เหมาะ จึงไปขอพักที่ค่ายทหาร (เพราะมืดจนมองไม่เห็นทาง) ทหารที่นั่นเห็นใจ จึงให้ไปพักบนลานจอด ฮ. แต่นาย(ผบ)ไม่ยอม เกรงเกิดเหตุฉุกเฉินแล้ว ฮ.ลงไม่ได้ ก็ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ดังกล่าว 
- เห็น resort1 ว่าจะเข้าไปพัก แต่มีงานเลี้ยง
- เห็น resort2 ดูว่าเงียบดี แต่พอเข้าไปข้างในกลับไม่สงบและคับแคบ
- เดินทางต่อไปพบด่านทหาร เขาให้พักได้ แต่ดูแล้วไม่เหมาะเพราะอยู่ข้างถนน จึงขึ้นไปดูถ้ำม่อนผา แต่ปลวกหินเยอะมาก ก็เลยกะจะไปถ้ำลอด
- เห็น resort3 เขาให้เช่าทั้งหลังแล้วให้กางเต๊นอีกฟากแม่น้ำได้ แต่พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่า "เรามาปฏิบัติธรรม อย่าเห็นแก่การนอนสบาย ให้เก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายเดินทาง หรืออาหารจักดีกว่า... ท่านเข้าใจในศิษย์ที่เหน็ดเหนื่อย และอยากให้พ่อแม่ครูอาจารย์นอนสบายๆ แต่ท่านบอกว่า... อย่างไรเราก็ต้องรีบตื่นและรีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วอยู่แล้ว resort แห่งนี้มีเจ้าของเป็นฝรั่งอีกด้วย เขาไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว" จึงรีบออกมาจากสถานที่นั้นทันที
- ก่อนถึงถ้ำลอดมี guest house ให้พัก แต่เข้าไปกลับมีแต่ฝรั่งเต็มไปหมด
- จึงเลยเข้าไปถึงถ้ำลอด แต่เผอิญเจอคณะนักเรียนมาเข้าค่ายปฏิบัติธรรม
- จึงเดินทางต่อจนพบที่ว่าการอำเภอปางมะผ้า และสามารถติดต่อ จนท.จนสามารถกางกลดได้ที่บ้านไม้หลังใหม่ ที่เตรียมจะทำศูนย์การเรียนรู้ ส่วน นรธ. กางเต๊นท์ข้างล่างรอบๆ ที่ว่าการอำเภอปางมะผ้า
- เหตุการณ์นี้ พวกเราได้เรียนรู้อะไรมากมายก่ายกองเลยทีเดียว หุหุหุ ทั้งเหนื่อยจากการเดินทาง ทั้งเห็นใจคนขับรถ สอบถามหาที่พักประมาณ 7-8 แห่ง ทั้งดึก ทั้งมืด ทั้งหนาว แต่ก็ต้องอาบน้ำ ทั้งหิว ทั้งต้องรีบทำเวลาให้ตื่นก่อนมีคนมาทำงาน ฯลฯ รวมมิตรครับที่ปางมะผ้า 

ปล: ทราบภายหลังว่า ด้านหลังอำเภอขึ้นไปบนเขา เป็นสุสานครับ

...................................................................
ข้อความของ ดร.นนต์

การเดินทางข้ามภูเขาสูง คดเคี้ยวและสูงชัน ในธรรมสัญจรวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 นี้ นับว่าหนักหน่วง ทั้งความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องนั่งรถที่เหวี่ยงเข้าโค้งนับเป็นร้อยเป็นพันโค้ง ตั้งแต่ออกจากแม่ฮ่องสอนในตอนสายๆ และต้องมาเหนื่อยใจในการแสวงหาที่พักอย่างเดียว ที่เริ่มต้นคิดกันตั้งแต่สี่โมงเย็น และสิ้นสุดการแสวงหาจวบจนเวลาสามทุ่มกว่าๆ ขับรถวนไปวนมาอยู่ในเขตอำเภอปางมะผ้า ก็หลายชั่วโมง เพราะพวกเราต้องหาสถานที่อันเหมาะสมสำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วย การหาที่พักในสถานที่ที่เราไม่เคยไป กอปรกับเวลาได้มืดค่ำลง มองไปทางไหน ก็มีแต่ภูเขาและหน้าผาสูงชันสุดลูกหูลูกตา พยายามสอบถามเส้นทางและดูแผนที่ เจอรีสอร์ทที่ไหนก็แวะเข้าไปดู แต่สถานการณ์กลับไม่เอื้ออำนวยให้พัก วนไปวนมาหลายรอบ สอบถามผู้คนก็หลายครั้ง ท้องฟ้าก็มืด คนขับรถก็ขับมาทั้งวัน พาไปทุกแห่งที่เขาบอกว่ามีที่พัก ขับไปยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ คนในรถก็นั่งเงียบ ในใจผมก็บอกว่า วันนี้เจอบททดสอบเข้าแล้ว ก็เลยนิ่งเฉย พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านก็ปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเรื่อยๆ ดูว่ากิเลสของนักรบธรรมได้ฟูขึ้นมาหรือไม่เมื่อเจอสถานการณ์อย่างนี้ เป็นการกวนกิเลสให้ฟูขึ้นมานั่นเอง

และเมื่อถึงวาระอันควร พ่อแม่ครูอาจารย์ก็สั่งให้พวกเราเข้าไปดูสถานที่ ในที่ว่าการอำเภอปางมะผ้าที่อยู่บนเนินเขา เพื่อขออาศัยสถานที่ในการกางเต็นท์พักแรม พอเลี้ยวเข้าไปก็เจอเจ้าหน้าที่ที่มาเข้าเวรท่านหนึ่ง เขาได้เข้ามาอำนวยความสะดวก และอนุญาตให้พวกเรากางเต็นท์ และใช้ห้องน้ำด้านหลังอาคารได้ พวกเรากางเต็นท์ให้พ่อแม่ครูอาจารย์บนอาคารไม้สองชั้นหลังเล็กๆซึ่งกำลังทาสีใหม่ๆ เป็นศูนย์การเรียนรู้ อยู่ใกล้กับลำธารเก่าที่ไม่มีน้ำแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์ได้สอบถามเจ้าหน้าที่อำเภอถึงที่มาของสถานที่ และได้ถามเรื่องราวเหนือโลกบางอย่างว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในบริเวณนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าด้านหลังที่ว่าการอำเภอ มีสุสานเก่าอยู่บนเนินเขา ซึ่งมีมานานตั้งแต่โบราณแล้ว หลังจากนั้น พวกเราได้มากางเต็นท์รวมกันอยู่ข้างๆอาคารที่ว่าการอำเภอ และได้อาศัยห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แม้ภายในห้องน้ำ จะไม่มีฝักบัว มีแต่โถส้วมและถังใส่น้ำ แถมในห้องน้ำหญิงไม่มีขันตักน้ำอีกต่างหาก คุณแม่ชม คุณแม่เชิญ และคุณบี้ จึงต้องอาศัยมือวักน้ำจากถังน้ำภายในส้วมไปอย่างทุลักทุเล อากาศก็เริ่มหนาวมาก เรื่องข้าวเย็นในวันนี้ พวกเราก็ต้องอดไป แม้แต่น้ำดื่มก็ไม่มี วันนี้พ่อแม่ครูอาจารย์งดการแสดงธรรม เวลาเกือบห้าทุ่ม ทุกคนได้เข้าเต็นท์นั่งภาวนา เสียงหมาเริ่มหอนมากขึ้นเป็นระยะๆ ผมรู้แล้วว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น การแผ่เมตตาก็เริ่มขึ้น เพราะเมื่อครั้งที่อยู่บ้านคุณสมบัติที่แม่สอด ก็มีเหตุการณ์แบบเดียวกัน ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านได้เฉลยให้พวกเราทราบกันมาแล้วว่า ท่านมาโปรดดวงวิญญาณที่เคยอยู่ร่วมกันมาก่อนในอดีตชาติ มีทุกเชื้อชาติ โดยเฉพาะชาวจีนนั้น นับว่ามีความผูกพันกับท่านมาก

ท่านทั้งหลาย สภาวะธรรมบางอย่าง สภาวะกิเลสของเราบางอย่าง หากอยู่ในสถานการณ์ที่เรียบสงบและสุขสบาย เราจะไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริง กิเลสของเราเป็นเช่นไร การนั่งภาวนาสมาธิที่มีแต่ความเรียบสงบ มีแต่องค์ฌานเกิดขึ้น การที่มีแต่ความสุขอิ่มเอิบที่เกิดจากองค์ฌานนั้น แท้จริงมันดับกิเลสและเห็นกิเลสได้จริงหรือ... การกวนกิเลสให้มันฟูขึ้นนั้นต่างหาก จึงจะเห็นว่ากิเลสที่มันนอนแน่นิ่งอยู่ในก้นบึ้งของเรานั้น แท้จริงหน้าตามันเป็นเช่นไร สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนั้น จึงเป็นบทสอบที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม และได้เห็นสภาวะภูมิธรรมของแต่ละคนได้แจ่มแจ้งมากขึ้น ทุกคนยิ้มรับด้วยความสุข ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ได้เฉลยในวันสุดท้าย ด้วยคำกล่าวว่า "ขออนุโมทนากับทุกคนเด้อ"

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
24 พฤศจิกายน 2554


ตอนที่ การพิจารณาสุภะ

การศึกษาทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม ก็เป็นสภาวะธรรมหนึ่งเช่นกัน นอกจากที่เราคุ้นเคยแต่การพิจารณาอสุภะ(ความน่าเกลียด) แล้วลองหันมาพิจารณาดูสุภะ(ความสวยงาม) บ้างว่า มันเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ ก็เหมือนการพิจารณาความทุกข์กับความสุขนั้นแล แล้วจะยังมีสิ่งใดเล่า ที่เรายังหลงใหล มีสิ่งใดเล่าที่เราไม่ต้องการ อยากจะผลักไสมันออกไป ธรรมชาติของสิ่งนั้น มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ความน่าเกลียด ความสวยงาม มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มนุษย์ไปบัญญัติไปสมมุติมันขึ้นมาต่างหาก แม้นไม่มีผู้ใดไปพบไปเห็นมัน มันก็อยู่อย่างนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นอยู่เช่นนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเน้นให้ฟังอยู่เสมอว่า ดวงอาทิตย์มันทำหน้าที่ส่องแสง และมีความร้อนเป็นอยู่อย่างนั้น แม้เราจะเกิดมาพบหรือไม่เกิดขึ้นมาก็ตาม มันก็ยังดำรงอยู่และทำหน้าที่ของมันไปนานแสนนาน จนกว่ามันจะเปลี่ยนแปลงในอีกกี่กัปป์กี่กัลไม่รู้ แล้วพวกเราไปยึดไปถือเอามาเป็นของเราทำไม ดวงอาทิตย์มันมีความร้อน ผิวหนังของเราทำหน้าที่รับรู้ความร้อน แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ผิวหนังและเส้นประสาท มันก็ทำหน้าที่รับรู้อยู่อย่างนั้น ตาของเราก็เช่นกัน มันทำหน้าที่มองเห็นทั้งความน่าเกลียดและความสวยงาม แม้เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แล้วจิตหรือใจของเรา ไปแย่งหน้าที่ของผิวหนัง ของตา ของกายสังขารทำไม ไปยึดเอาว่าเป็นของเรา ความพอใจไม่พอใจนั้นแหละ คือกิเลสที่เข้ามาเกาะกุมหัวจิตหัวใจของเรา เมื่อกายสังขารมันทนสภาพของความร้อน ความน่าเกลียด ความยั่วยวนของสิ่งสวยงามไม่ได้ ก็จงใช้ปัญญาพินิจพิจารณาหาทางวางเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นเสีย หรือหลบหลีกเข้าร่มไม้ชายคาก็ได้ โอ้ความน่าเกลียด ความสวยงาม มันก็ไม่จีรังยั่งยืนดอก ความสุขจากสิ่งสวยงาม เราอยากให้มันติดตรึงตาตรึงใจให้นานแสนนาน สุดท้ายมันก็เลือนหายไป ความน่าเกลียดน่ากลัวเราไม่อยากพบอยากเห็น เมื่อตามันเปิดมันก็ต้องเห็น และสุดท้ายมันก็ต้องเลือนหายไปเช่นกัน

ท่านทั้งหลาย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เกิดขึ้นกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนเป็นธรรมดา หากแต่ในสิ่งที่เป็นธรรมดาในสายตาของปุถุชนทั่วไปนั้น มันคือสภาวะธรรมสำหรับนักภาวนาผู้ปรารถนาความหลุดพ้น ได้ศึกษาค้นคว้า หาวิธีเข้าใจในสภาวะนั้น และสุดท้ายค้นหาวิธีละวางในสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้แสวงหาธรรม ผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แม้ขณะนี้จะยังอยู่ในระดับขั้นอนุบาลก็ตาม

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
24 พฤศจิกายน 2554







ตอนที่ 9 ปริศนาธรรมจากแผ่นยันต์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช

ข้อความของ คุณสมบัติ เพ็งพล เจ้าของแผ่นยันต์
"ย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ มักเริ่มจากก้าวเล็กๆเสมอ"
(โปรดสังเกตุดูรอยพระพุทธบาทสองรอย...ไม่เท่ากัน)


ข้อความของ คุณภูเบศร์ จากเว็บพลังจิต

“ถ้าจะไป หมื่นไพรีก็ไม่กลัว” เป็นความหาญกล้าของจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของผู้มีใจประดุจเพชร ดังเช่นมหาบุรุษที่บังเกิดมีมาในโลก
พระพุทธเจ้า แลพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ไม่ทรงย่นย่อต่ออุปสรรคทั้งปวง แม้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม ความยากลำบาก ข้าศึกศัตรูนับพันนับหมื่น ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหว หวาดกลัว หรือยำเกรงใดๆ จิตใจมีแต่ความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย เพื่อบรรลุสู่สิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

นับแต่ย่างก้าวแรกที่พระองค์ดำเนินไป ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร ตลอดทั้งสามโลก พระองค์ทรงมีเมตตาอย่างเสมอเหมือน ทรงนำพระสัทธรรม มาสั่งสอนเวไนยสัตว์ ให้ผู้ปฎิบัติเห็นเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) เห็นความเป็นไตรลักษณ์ในสรรพสิ่ง จนถึงความดับไปแห่งทุกข์(นิโรธ) พระรัตนตรัย จึงบังเกิดขึ้นมาในโลก

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทรงนำสิ่งที่พระองค์ค้นพบมาเผยแผ่ ยังความสว่างไสวให้เกิดบนโลกที่มืดมนจากความไม่รู้ ประดุจดังแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายทั่วจักรวาล สิ่งที่พระองค์ค้นพบนั้นคือทุกข์ และทรงบอกถึงวิถีทางแห่งความดับทุกข์(มรรค)

ผู้ที่ปฏิบัติตามวิถีทางที่พระองค์ทรงวางไว้ ได้เข้าถึงซึ่งความรู้ ตื่น เบิกบาน (พุทโธ) ได้รู้แจ้งในสัจจธรรม จึงเป็นผู้สว่างแล้วทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นผู้วางเฉย(อุเบกขา)ต่อโลกธรรมทั้งปวง (ใจเป็นกลางต่อสภาวะธรรมทั้งหลายที่ยังมีซ้ายขวา มีความเป็นคู่ แต่เป็นหนึ่งเดียว เป็นธรรมชาติของใจอันบริสุทธิ์ล้วนๆ) เป็นผู้พ้นแล้วซึ่งวัฏฏะสงสาร พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่ปฏิบัติตาม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ด้วยมุทิตาจิตของพระองค์

พระพุทธบาทที่พระองค์ประทับไว้ จึงเป็นดั่งอนุสรณ์แห่งพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ที่ปรากฏบนโลกใบนี้ นอกเหนือจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ “อานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย โดยการล่วงไปแห่งเรา ธรรมและวินัยนั้น ย่อมเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย”
นโม ตัสสะ ภควะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ
นโม ตัสสะ ภควะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ
นโม ตัสสะ ภควะโต อรหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ


.........................................................................................................
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554
ข้อความของคุณสมบัติ (เพื่อเชื่อมข้อความของคุณภูเบศร์ข้างบน)

เดินทางต่อไม่ไกลนัก พ่อแม่ครูอาจารย์ให้แวะที่วัดแม่ปาง อ.แม่ลาน้อย ซึ่งเป็นป่าสายกัมมัฐานเช่นกันครับ สังเกตุได้จากความเงียบ ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของวัด



ด้านหน้าเป็นพระบรมธาตุสันติคีรี เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ด้านหลังเป็นพระอุโบสถ พอคุณแม่ชมได้อ่านพระพุทธโอวาทที่ทรงตรัสกับพระอานนต์เถระว่า...(ตามภาพ)




คุณแม่ชมก็เกิดอาการปีติและธรรมสังเวช จนร้องห่มร้องไห้
...พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านบอกว่า วัดสายกัมมัฏฐานท่านจักถือธรรมข้อนี้เป็นคติเตือนกำลังใจในการปฏิบัติอย่างยิ่ง...



ตอนที่ 10 เทวดาประพรมน้ำมนต์ที่พระพุทธบาทสี่รอย

วันที่ 17 พศจิกายน 2554 เวลาประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ คณะพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรม ไปไปกราบสักการะพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และมีปรากฏการณ์ดังที่ท่านสมบัติได้เล่าไว้แล้วดังนี้...............

จากคำแนะนำของพ่อแม่ครูอาจารย์ สั่งให้พวกเราได้ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณโดยรอบๆด้วยความเคารพก่อน




กราบ กราบ กราบ

- พ่อแม่ครูอาจารย์เห็นคนนั่งสมาธิอยู่ก็เกรงจะไปรบกวนเขา
- แต่พวกเราจำต้องสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย ขอขมา นั่งสมาธิแผ่เมตตาแต่เพียงเบาๆแม้ไม่นานนัก แต่กลับทรงไว้ซึ่งคุณค่าอย่างยอดเยี่ยม จนพวกเราทุกคนต่างปีติ บังเกิดธรรมสังเวช ร้องไห้น้ำตาไหล..
- สำหรับผมแล้ว ชั่งมากมายเป็นที่สุดจะกลั้นไว้ได้


พวกเราจึงขอนอบน้อมก้มลงกราบลงแทบเท้าองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ที่ทรงซึ่งกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ตามลำดับ

จากนั้น...คุณแม่ชมจึงได้ขออนุญาตพ่อแม่ครูอาจารย์ในการสงเคราะห์ทองคำเปลว ดอกดาวเรือง(สัญลักษณ์ความรุ่งเรือง)
และน้ำทิพย์บนอุ้งฝ่าพระพระพุทธบาท
ขออนุญาตท่านนำไปนอบน้อมบูชาเป็นพุทธานุสติ เป็นสิริมงคล เป็นกำลังใจในการปฏิบัติบูชาต่อไป

......................................................

หลังจากที่พวกเราเสร็จสิ้นการสักการะรอยพระพุทธบาทดังข้างต้นแล้ว ขณะที่เดินลงมา พ่อแม่ครูอาจารย์เอ่ยขึ้นว่า ได้รับน้ำมนต์กันหรือยัง ผมงงเล็กน้อย สักพักก็มีเม็ดน้ำร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าถูกตัวเรา พอให้รู้ว่า เป็นน้ำมนต์ที่ประพรมลงมาจากเบื้องบน ทุกคนก็ได้รับเช่นกัน ทั้งที่ท้องฟ้าในวันนั้นยังมีแดดจ้าอยู่ ผมมารับทราบจากเพื่อนที่เป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ ในตอนเย็น เธอก็เล่าให้ฟังว่า เธอพึ่งไปกราบสักการะพระพุทธบาทสี่รอยมาก็ปรากฏเบื้องบนประพรมน้ำมนต์ให้เธอเช่นกัน ช่างมหัศจรรย์จริงๆหนอ ผมเองหรือแม้แต่คุณสมบัติ ก็เคยอธิษฐานจิตว่าอยากไปกราบพระพุทธบาทสี่ร้อยพร้อมกันแต่กำหนดไว้ว่าจะเป็นปีหน้า แต่พวกเราก็ได้เดินทางมาสักการะก่อนกำหนด ซึ่งเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของพุทธศาสนิกชนที่ควรมาสักการะสักครั้ง เป้าหมายต่อไปคือ สังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียเป็นกำหนดการต่อไปของเหล่านักรบธรรมที่จะไปให้ถึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต โปรดรอติดตามนะครับ

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
27 พฤศจิกายน 2554


ตอนที่ 11 พระธาตุดอยสุเทพ ศูนย์กลางพลังลึกลับ

ในช่วงเย็นของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 ขณะที่คณะของพวกเราเดินทางผ่านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางที่มุ่งสู่พระธาตุดอยสุเทพ ผมก็ระลึกนึกถึงเพื่อน ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เธอกำลังเริ่มปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกัน เมื่อได้ทักทายกันทางโทรศัพท์พอสมควร ผมก็ได้สอบถามถึงสถานที่พัก ซึ่งเป็นอุทยานหรือสถานที่เหมาะสม ที่คณะของพวกเราจะไปพักได้ เธอจึงบอกให้ไปพักที่อุทยานที่อยู่ใกล้กับพระธาตุดอยสุเทพ ห่างกันประมาณเกือบ 1 กิโลเมตร หลังจากพวกเราได้กราบสักการะพระธาตุดอยสุเทพแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าสู่อุทยาน (ผมจำชื่อไม่ได้เพราะมันมืดมองไม่เห็นชื่อป้าย) เวลาประมาณเกือบสองทุ่ม เมื่อเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่ามีบ้านพักว่างอยู่ 1 หลัง เป็นหลังใหญ่ มีที่นอนอยู่สองห้อง ห้องหนึ่งแยกอยู่อีกฟาก มีที่นอนสำหรับท่านเดียวหรือสองท่าน อีกห้องหนึ่งเป็นห้องใหญ่มีที่นอนอยู่แปดที่ แบ่งเป็นสองฟาก ฟากหนึ่งมีเตียงสามเตียง อีกฟากหนึ่งมีเตียงห้าเตียง ซึ่งดูบังเอิญเหลือเกินคือ มีจำนวนเท่ากับคนพักพอดี เตียงสามเตียงสำหรับผู้หญิงสามคน เตียงห้าเตียงสำหรับผู้ชายห้าคน ห้องหนึ่งห้องสำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์ และบ้านพักหลังนี้ ก็ใหญ่สุดและตั้งอยู่ใกล้กับต้นไม้ใหญ่จำนวนหลายต้น ดูแล้วช่างวิเวกวังเวงดี นอกจากนั้น ยังสามารถมองไปเห็นพระธาตุดอยสุเทพเหลืองอร่ามสว่างจ้าอยู่ใกล้ๆ




วันนี้พ่อแม่ครูอาจารย์ อนุญาตให้พวกเราเข้าพักในบ้านที่สะดวกสบายได้ หลังจากท่านให้พวกเราลองพักในสถานที่ทุรกันดารมาแล้ว เพราะแม้แต่การพักที่รีสอร์ทที่แม่ฮ่องสอน พวกเราก็ขอกางเต็นท์นอนใต้ถุนบ้าน และวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายแล้ว ท่านจึงได้อนุญาต และคงมีเหตุผลอื่นๆ เสมือนถูกกำหนดสถานที่พักเอาไว้แล้ว วันนี้ท่านงดแสดงธรรม เพราะเห็นว่าทุกคนเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พวกเราเข้าที่นอนประมาณห้าทุ่ม บางคนก็นั่งภาวนาต่อ ผมเองได้นั่งภาวนาจนถึงเกือบเที่ยงคืน จึงล้มตัวลงนอน มารู้สึกตัวอีกทีราวๆตีสาม เพราะผมได้ยินเสียงพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านลุกไปเข้าห้องน้ำ และท่านได้ออกไปนั่งภาวนาตรงระเบียงข้างนอกใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ผมเองคืนนี้ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ร่างกายและจิตใจกระปรี้กระเปร่า มีกำลังเกิดขึ้นมาเฉยๆ ไม่รู้สึกว่าง่วงนอน รู้อย่างเดียวว่าจะต้องนั่งภาวนาสมาธิ ผมจึงต้องลุกขึ้นมาภาวนาทันที ผมเองได้โน้มจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ พ่อแม่ครูอาจารย์ และที่ขาดไม่ได้คือ ขอโน้มจิตไปกราบสักการะพระพุทธบาทสี่รอย และพระธาตุดอยสุเทพ และขอพละกำลังบางอย่างตามวิถีจิตของผม ปรากฏว่า ในค่ำคืนนี้ ผมมีความสุขกับการภาวนาเป็นอย่างมาก เกิดความปีติอิ่มเอิบใจ บางครั้งก็เข้าสู่สมถะกรรมฐาน บางครั้งก็พิจารณาธรรม บางครั้งก็ดึงและถ่ายเทพลังงานจากพระธาตุดอยสุเทพ และพระพุทธบาทสี่รอย มาปรับธาตุขันธ์ในตัวเอง จวบจนเวลาประมาณตีห้า ผมจึงได้โน้มจิตอธิษฐานต่อพระธาตุดอยสุเทพ และพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อเสี่ยงทายในบุญบารมี และข้อสงสัยบางประการ เกี่ยวกับเส้นทางในการปฏิบัติธรรมของเราในภพนี้ว่า จะบำเพ็ญเพื่อการสิ้นสุด หรือจะเดินต่อไปข้างหน้า ปรากฏมีจิตผุดรู้ขึ้นมาทันทีว่า "ทศบารมี" ผมโน้มจิตพิจารณาต่อไปว่า การจะสิ้นสุดภพชาติในยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดๆ ข้าพระพุทธเจ้าก็ มีความปีติยินดีเสมอเหมือนกัน เพราะสภาวะวิมุตินั้น มันก็เป็นอันเดียวกัน จะอยู่ในยุคของพระองค์ใดก็เหมือนกัน หลังจากนั้น ผมก็โน้มจิตเสี่ยงทายทศบารมีของข้าพระพุทธเจ้าเป็นเช่นไร... มีบางอย่างสื่อกลับมา ผมมิอาจเปิดเผยสู่สาธารณะหรือผู้ใดได้ เพราะมันยังเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากผู้พ้นแล้ว หรือมันอาจเป็นอุปาทานก็ได้ ดังนั้น ผมจึงขอเก็บไว้ในใจต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้อย่างเดียวว่า ความปีติของผมในค่ำคืนนี้ มันมาเป็นระลอกๆ ผมได้ออกจากสมาธิในราวเกือบหกโมงเช้า เมื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ให้สัญญาณอยู่ข้างนอก และถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่ได้นั่งภาวนาสมาธิยาวนานเกือบสามชั่วโมงเต็ม ทั้งที่ได้นอนแค่สามชั่วโมง และเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตลอดอาทิตย์ แต่กลับกลายเป็นว่า ร่างกายได้รับโอสถทิพย์จากการนั่งภาวนาในครั้งนี้มากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากนั้น ทุกคนออกมาฟังธรรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ระเบียงข้างนอก ท่านเอ่ยขึ้นมาว่า ภูมิที่นี่ดีมาก พวกบำเพ็ญตะบะเช่น พวกฤาษีชีไพร นักพรต นักบวช ชอบมาขอพลังจากพระธาตุดอยสุเทพ มาตั้งแต่ครั้งโบราณแล้ว ผมจึงมาถึงบางอ้อว่า อ๋อพลังหรือกำลังที่เราได้รับเมื่อคืนนี้ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ท่านเอ่ยต่อไปว่า "อาตมาออกมานั่งตั้งแต่ตีสาม ได้รับความสงบ มีเสียงไก่ป่าและสัตว์ต่างๆเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งที่ออกธุดงค์ไปตามถ้ำตามป่า ภูมิเจ้าที่ เทวดาก็ดีมาก มีพวกโลกทิพย์เข้ามาหามาก (ประมาณตีห้า ช่วงเวลาเดียวกันกับผมอธิษฐานจิต) ท่านเล่าต่อไปว่า พญานาคเจ็ดเศียรตัวใหญ่สีทองอร่าม เลื้อยมาหาตั้งแต่ตีนเขา ตามช่องทางขึ้นมาพร้อมบริวาร องค์สักกะเทวราชก็มา และมีวิมานสีขาวสว่างไสว ลอยอยู่เหนือพระธาตุดอยสุเทพอยู่นาน เป็น วิมานของพระศรีอาริยเมตไตย "โยมสงสัยไหมว่า ทำไมพวกเราถึงได้มาพักกันที่นี่" หลังจากพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพูดจบลง พวกเราหันไปมองหน้ากันด้วยความปีติ ไม่มีความสงสัยใดอีกแล้ว

ต่อมา ท่านได้แสดงธรรมโปรดพวกเราแบบทางการเป็นครั้งสุดท้าย รวมทั้งเรื่องทศบารมีที่ผมเล่าให้ท่านฟังด้วย และสิ่งหนึ่งที่ออกมาจากหัวจิตหัวใจของพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่มีต่อบรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามท่านไปในครั้งนี้ก็คือ "ขออนุโมทนากับโยมทุกคนเด้อ" ในความหมายของท่านก็คือ ทุกคนได้รับพัฒนาการทั้งสภาวะทางจิตใจ และภูมิธรรมสูงขึ้นจากคราวที่แล้ว จึงสร้างความปีติบังเกิดขึ้นกับทุกคนแบบอัตโนมัติ น้ำตาหลั่งไหลออกมาทุกคน โดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนคลานไปกราบแทบเท้าของท่าน ท่านเมตตาเอื้อมมือมาแตะหลังทุกคน ท่านคงรู้จิตของทุกคนว่า คงไม่อยากจากกันในวันนี้ ท่านจึงได้เอ่ยกับผมว่า "ไปลงพิษณุโลกเด้อโยมด็อกเตอร์" (ซึ่งตอนแรกผมกับ คุณสมบัติ และคุณเก๋ ต้องแยกกับท่านที่เชียงใหม่) ผมตอบท่านทันทีโดยไม่ลังเลว่า "ข้าน้อย(ขอรับ)"




ท่านทั้งหลาย เหตุการต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางที่ร่วมเดินทางธรรมสัญจร กับพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช และเหล่านักรบธรรมในครั้งนี้ มันมีมากมายเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร ให้ทุกคนได้ซาบซึ้งได้ บางอย่างมันก็ควรอยู่ในหัวจิตหัวใจของแต่ละคน บางอย่างมันล้นออกมา ก็จำเป็นจักต้องสื่อออกมาบอกเล่าสู่กันฟัง เมื่อท่านได้ติดตามอ่านจบลงแล้ว หากมีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็ขอให้อนุโมทนา แต่หากสิ่งใดเกินความจำเป็น ที่ท่านจะพึงได้รับ หรือเกินเลยไปบ้าง ก็โปรดวางเฉยต่อสิ่งนั้นเถิด จงคิดว่าเป็นวิทยาทานที่ผู้เล่าพยายามสื่อออกมาจากสติปัญญาที่มีอยู่ ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์

และสุดท้าย ผมและเหล่านักรบธรรม ขอน้อมอัญเชิญคุณของพระรัตนตรัย และความดีทั้งหลาย ได้โน้มนำผู้ที่เข้ามาอ่านเจอข้อความทั้งหลายเหล่านี้ จงมีแต่ความสุขความเจริญ มีความสว่างไสวทั้งทางโลกและทางธรรม จนกว่าจะเข้าพระนิพพานกันทุกท่านเทอญ

ผมจึงขอจบบทความ "ธรรมสัญจรครั้งที่สอง" แต่เพียงเท่านี้
ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์
27 พฤศจิกายน 2554


ข้อความของคุณภูเบศร์ สรุปปิดท้ายธรรมสัญจรครั้งสอง

นับเวลาแรกเริ่มล่วงมาจนถึงเวลานี้ จากที่เรา นรธ.ได้รับแนวทางการปฏิบัติจากองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ (พ.สุรเตโช) หลายท่านได้ก้าวกระโดดในการปฏิบัติ ที่รับรู้ได้ด้วยตัวท่านเองหรือผู้อื่นรับรู้จากสภาวะธรรมที่แสดงออก

การก้าวกระโดดไม่ใช่การก้าวไปสู่ความมีความเป็น หรือได้คุณวิเศษใดๆที่สร้างอัตตาตัวตนให้เพิ่มพูนขึ้น แต่เป็นความธรรมดาที่ถูกปรับเปลี่ยน ยกสภาวะจิตสู่ภูมิแห่งการมอง และเห็นด้วยปัญญา สวนกระแสจากการมองออกไปข้างนอกและไหลตามไป สวนกลับมามองตน รู้จักตนให้มากขึ้น หรือนำใจที่สงบนิ่ง รู้สึกปลอดภัยและเป็นสุข ในกะลาที่ไม่รับรู้โลกภายนอก ออกมาเรียนรู้ และเผชิญกับความจริง จนสามารถเข้าใจ ยอมรับความเป็นจริงนั้นๆ และปล่อยวางความยึดถือ ความสำคัญมั่นหมายของใจ ตามกำลังของในแต่ละขณะจิต

ผมเคยได้รับคำถามๆหนึ่งว่า โลกในช่วงที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัส กับโลกที่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้ามาอุบัตินั้น แนวทางการปฏิบัตินั้นต่างกันอย่างไร

สรุปในด้านของการปฏิบัติทางจิต ไม่รวมถึงสภาวะอื่นๆ ได้รับคำตอบว่า โลกที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสสั่งสอน ก็ยังมีผู้ปฏิบัติทางจิตในแนวทางแห่งสมถะ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติจำพวกฤษีชีไพร มีฤทธิ์เดช อภิญญา แต่ไม่รู้และเข้าถึงความเป็นจริงในอริยสัจจ์ ที่ดำเนินด้วยปัญญาในแนวทางแห่งวิปัสสนา อันจะนำพาให้จิตหลุดพ้นจากแรงดึงดูดที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด เหมือนยุคที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติและตรัสสั่งสอน กอปรไปด้วยสมถะและวิปัสสนา ด้วยองค์แห่งศีล สมาธิ ปัญญา



การก้าวกระโดดของพวกเรา นรธ. จากการพิเคราะห์ของผม ส่วนหนึ่งได้ก้าวจากสมถะสู่วิปัสสนา และจากวิปัสสนาก็ก้าวสู่แนวทางแห่งปรมัตถธรรม ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดในมุมมองของผม
เมื่อใกล้ถึงสิ้นปีนี้ ประเมินได้ว่า นรธ.ล้วนได้รับความก้าวหน้าในทางธรรมถ้วนทั่วกัน จากการปฏิบัติจริง ในสภาวะการณ์จริง ด้วยความเมตตาสั่งสอนตรง จิตสู่จิต จากพ่อแม่ครูอาจารย์ (พ.สุรเตโช) หรือได้รับแนวทางธรรมจากท่าน แล้วนำมาถ่ายทอดแบ่งปัน ให้ นรธ.ได้น้อมนำไปปฏิบัติ จนบังเกิดผลรับรู้ได้ด้วยตนเอง และบางสิ่งเป็นการเฉพาะตน(ปัจจัตตัง)
ต้องขออนุโมทนากับทุกท่านครับ

...................................................

อ่านเรื่องราวธรรมสัญจรตั้งแต่แรกจนจบอย่างน่าติดตาม เพราะเป็นความเป็นไปของพี่น้อง เพื่อน นรธ.ที่เราเป็นส่วนหนึ่ง และปรารถนาจะได้รับฟังการถ่ายทอดธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เพื่อน นรธ.ได้รับ

อ่านด้วยความปลื้มปิติและยินดีกับทุกท่านที่ได้มีโอกาสร่วมในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งยังได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้เป็นศูนย์กลางพลังอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา ทุกท่านได้รับประสบการณ์ตรง ฝึกฝนและพัฒนาจิตเหมือนได้เข้าคอร์สติวเข้ม จึงก่อให้เกิดผลในภูมิจิตภูมิธรรมที่ยิ่งๆขึ้นไป

ขออนุโมทนากับสิ่งทั้งหลายที่ทุกท่านได้กระทำ ด้วยความเพียรพยายามและแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง ถ่ายทอดให้เสมือนได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น

ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอน้อมนำไปเป็นสิ่งระลึกในการปฏิบัติ ขอขอบพระคุณ ดร.นนต์ ท่านสมบัติ และทุกท่านที่เกี่ยวข้องมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ หลายท่านที่ได้อ่าน คงได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับผมเช่นกัน

ด้วยจิตคารวะ
ภูเบศวร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น