ยินดีต้อนรับ

ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างพุทธสถานภูดานไห ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ (ติดต่อ : dr.natdhnond@gmail.com, dr.natdhnond@hotmail.com 0857678008)

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

(006) มหัศจรรย์ทางจิต ณ ภูผาผึ้ง และภูดานไห

ดร.นนต์

ปรากฏการณ์ต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ในขณะที่บรรดาเหล่านักรบธรรมขึ้นไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช ณ ภูดานไห อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งจะมีเรื่องราวปรากฏขึ้นมามากมาย หลังจากภพนี้ได้เวียนมาพบกับพ่อแม่ครูอาจารย์อีกครั้ง ผู้เขียนจะพยายามนำบทบันทึกที่ได้เขียนไว้ในเว็บพลังจิต มาเรียบเรียงและต่อเติมให้กับผู้แสวงหาธรรมได้ติดตามต่อไปเป็นตอนๆ


อย่างไรก็ตาม ก่อนจะติดตามอ่านกันไปเรื่อยๆ ผู้เขียนจึงขอเกริ่นนำเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคำว่า "นักรบธรรม" ให้เข้าใจกันเสียก่อน เพราะอยู่ๆผู้เขียนก็มักจะกล่าวถึงเหล่านักรบธรรมอยู่บ่อยครั้ง คำว่า "นักรบธรรม" นั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการรวมตัวกันของบุคคลต่างๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เกิดขึ้นเนื่องจากพวกเราได้เข้าไปอ่านโพสในเว็บพลังจิต กระทู้ "หลวงปู่แหวนมาโปรดในนิมิต-ฝัน" ซึ่งเริ่มต้นกระทู้โดยคุณสมบัติ เพ็งพล หรือ IT Man ผมเองได้เข้ามาอ่านกระทู้เมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามคำเชิญของท่านสมบัติ หลังจากนั้น แนวความคิดและวิถีปฏิบัติคล้ายกัน จึงเกิดการติดต่อกันเรื่อยมา จนนำมาสู่การได้พบพ่อแม่ครูอาจารย์ พ.สุรเตโช เมื่อก่อนเข้าพรรษาที่ผ่านมา ซึ่งการได้พบพ่อแม่ครูอาจารย์ของผมนั้น เกิดขึ้นตามแรงจิตอธิษฐาน  รวมทั้งญาติธรรมก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  วงรอบของบุญบารมีเก่าก็เริ่มทยอยมา กระแสธรรมและกระแสบุญในวงคลื่นเดียวกัน จะดึงบุคคลเข้าหากัน กระแสบุญที่ต่างคลื่นจะถูกผลักออกไป ผู้มีบุญย่อมรู้ในกระแสของผู้มีบุญ ปิดกั้นกันก็ไม่ได้ แม้จะอยู่ห่างไกลแสนไกล และแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กระแสบุญดังกล่าวก็จะดึงเข้ามาหากันจนได้ คลื่นวงบุญวงนี้ใหญ่มาก และจะขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆ  ผู้ที่ยังไม่รู้ตัว ก็จะรู้ตัว ผู้ที่ยังหลงทางก็จะหวนกลับมา เมื่อถึงเวลาฟ้าก็ปิดไม่อยู่ 






ตอนที่ 1 ภาวนาสมาธิท่ามกลางแสงสุริยเทพ

"ภูผาผึ้ง" เป็นดินแดนที่อยู่ใกล้กับภูดานไห  อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ดินแดนแห่งนี้ นับเป็นดินแดนของ "พระอริยเจ้า" และว่ากันว่า เหล่านักรบธรรม ก็ล้วนเคยบำเพ็ญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ณ ดินแดนแห่งนี้ มาตั้งแต่อดีตชาติ

กาลหนึ่ง วันที่ 13 สิงหาคม 2554 ขึ้น 14 ค่ำ เดือนเก้า เวลาประมาณบ่ายโมง เมื่อพ่อแม่ครูอาจารย์มีเมตตาสอนธรรม และปฏิบัติธรรมขั้นสูงบนลานหินยอดภูผาผึ้ง ขณะกำลังเข้ากรรมฐาน สุริยเทพได้แผ่รังสีพลานุภาพอย่างแรงกล้ามากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ในชั่วระยะไม่กี่นาที (ปรกติท้องฟ้าครึ้ม) ทุกคนได้รับพลังประหลาดนั้น และรู้สึกเช่นกันถึงพลานุภาพ แม้จะถูกรังสีแผดกล้าเหมือนไฟกำลังไหม้ผิวหนังอย่างรุนแรง แต่ความเย็นกลับแผ่ซ่านไปทั้งอินทรีย์ จิตกลับรวมอย่างรวดเร็ว และผิวกายไม่ดำไหม้แต่กลับขาวผ่องอย่างน่าอัศจรรย์ พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่า พระพุทธองค์มีพระเมตตาเสด็จมาอนุโมทนาในการแสวงบุญกันในครั้งนี้

ตกกลางคืน เวลาประมาณตีหนึ่งถึงตีห้า ฝนได้ตกกระหน่ำเฉพาะบริเวณวัดภูดานไห โดยเฉพาะศาลาลานธรรม ที่เหล่านักรบธรรมกำลังนอนอยู่ในเต๊นท์และมุ้งกลด แต่บริเวณรอบนอกวัดออกไปกลับมีแสงดาวเต็มท้องฟ้า พวกเราสี่คนมี ผม คุณสมบัติ ครูร่วมชาติ คุณประจักร์ ได้ถูกทดสอบหลังจากเผชิญกับการนั่งสมาธิใต้แสงอาทิตย์อันแผดจ้าอีกครั้ง เพราะศาลาลานธรรมที่เราอยู่นั้น หลังคารั่วและน้ำหลากไหลเข้ามาจนเจิ่งนองไปทั้งพื้น ท่านสมบัติและคุณประจักร์โชคดีที่ได้เต๊นท์กันน้ำได้ จึงยังคงนอนต่อไปได้ท่ามกลางกระแสน้ำไหล ส่วนผมมีมุ้งกลด และครูชาติมีมุ้งครอบ จึงไม่สามารถกันน้ำได้ ครูชาติจึงต้องนั่งสมาธิท่ามกลางกระแสน้ำไหลผ่านกายด้วยความแน่วแน่ ผมเองต้องลุกขึ้นมานั่งสมาธิในขณะที่ผ้าห่มเปียกน้ำ และพอมีพื้นที่ที่ไม่เปียกน้ำพอนั่งได้ แต่ต้องแย่งชิงกันกับตะขาบตัวไหญ่ตัวหนึ่ง เรามีกำลังมากกว่าจึงเชิญเขาออกไปนอกศาลา จะได้ไม่เบียดเบียนกัน การนอนและการนั่งสมาธิท่ามกลางกระแสน้ำและเสียงพายุฝน จึงเป็นอีกบททดสอบหนึ่ง ที่เราได้รับในการไปกราบและปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์ในครั้งนี้ ทุกอย่างถูกสอนด้วยสภาวะจริงของธรรมชาติ และสภาวะจริงทางธรรม ที่พ่อแม่ครูอาจารย์มีเมตตาแก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย

ในความปีติและความระลึกรู้เรื่องของการบำเพ็ญบารมี ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ด้วยตนเองเป็นปัตจัตตัง สัจจะ สัทธรรม คือความจริง ความจริงย่อมเป็นความจริง แม้สิ่งนั้นจะอยู่เหนือโลก บางอย่างจึงมิสามารถจะอธิบายให้ผู้อื่นรับรู้ได้ นอกจากผู้ที่อยู่สูงกว่าตัวเราเท่านั้น ที่ท่านสามารถรู้ได้

ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมรู้ว่า "ธรรม" คือธรรมชาติ แต่เมื่อมีผู้บรรลุกระแสธรรม จึงเป็นสิ่ง "เหนือโลก" หมายความว่า เมื่อเราเรียนรู้และเข้าใจสภาวะความจริงของโลกคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว นักปฏิบัติย่อมละวางในสิ่งทั้งหลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่นเอามาเป็นอารมณ์ เมื่อละวางได้ สภาวะเหนือโลกก็จะบังเกิดขึ้น การเข้าใจสภาวะความร้อนของแสงแดดที่แผดจ้า และการเข้าใจกระแสน้ำและเสียงพายุฝนกระหน่ำ จึงเป็นเพียงบททดสอบพื้นๆ สำหรับเหล่านักรบธรรมเท่านั้น... จงสู้ต่อไป... ความเป็นคนเอาจริง ทำจริง จะนำทางทุกท่าน ดั่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างนั้น นับเป็นบุญยิ่งแล้วสำหรับพวกเรา...


.............................................................................................................


ข้อความเดิมจากญาติธรรม จากเว็บพลังจิต

ผมต้องขออภัยต่อนักรบธรรมผู้ใฝ่ในธรรมทั้งหลาย ไว้ในเบื้องต้นก่อน ผมใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีสติให้มาก ๆ แล้วจงกลับสู่ความเป็นปกติธรรมดา ๆ อย่าได้ไหลหลงในมายาจิตที่ปรุงแต่งขึ้นออกไปจากแนวทางพระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- การแสดงพลังอำนาจทางจิต เป็นของธรรมดาของผู้ที่ปฎิบัติทางจิตอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิจสินธ์ แค่จิตที่เป็นสมาธิในขั้น อุปจารสมาธิ อัปปานาสมาธิ ก็สามารถแสดงพลังอำนาจทางจิตที่เหนือธรรมชาติได้แล้ว หากท่านมีจิตที่ตั้งมั่น อนึ่งลำดับขั้นทางจิตตั้งแต่ ขนิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปานาสมาธิ ปฐมฌาน .... จนถึงอรหัตมรรค อรหัตผล ศึกษาได้จากบทสวดในยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก สภาพจิตแห่งองค์สมาธิ องค์ฌาน เป็นอย่างไรศึกษาโดยละเอียดได้จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งองค์พระพุทธโฆษาจารย์ ได้รจนาไว้ในราวพุทธศตวรรษที่ 9 หลังพุทธปรินิพพานประมาณ 956 ปี ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างละเอียดทั้งทางด้านสมถะกรรมฐาน คือฐานแห่งการงาน ทั้ง 4 บรรพ คือกาย เวทนา จิต ธรรม และ วิปัสนากรรมฐาน คือการใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรองตามความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนันตา
- วัน เวลา ณ ปัจจุบันในทางพระพุทธศาสนา เราอยู่ในช่วงภัทรกัปป์ คือ กัปป์ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์ คือ นะ โม พุทธ ธา ยะ (นะ : พระกกุสนโท , โม : พระโกนาคม , พุทธ : พระกัสปะ , ธา : พระสมณโคดม , ยะ : พระศรีอริยะเมตไตรย) เมื่อสิ้นศาสนาแห่งองค์พระสมณโคดม (พระพทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) องค์พระอชิตะเถระ ก็จะเสด็จมาตรัสรู้เป็นองค์พระศรีอริยะเมตไตรย สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อสิ้นยุคพระศรีอริยะเมตไตรย และ สิ้นภัทรกัปป์นี้ โลกจะค่อย ๆ เสื่อมลง ๆ และ จะค่อย ๆ วิวัฒนาการเจริญขึ้น ๆ โลกก็จะเข้าสู่มัณฑกัปป์ คือกัปป์ที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้ ๒ พระองค์ ซึ่งก็คือ พระรามโพธิสัตว์ ๑ และ พระเจ้าปเสนทิโกศล โพธิสัตว์ ๑ เป็นแรกปฐมกัปป์ ขอท่านนักรบธรรมทั้งหลายศึกษาได้จากคัมภีร์อนาคตยวงค์ (องค์มหาพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อีก 10 พระองค์ในภายภาคหน้าต่อจาก องค์พระสมณโคดม สัมมาสัมพทธเจ้า) หรือ Search หาจาก Google ก็ได้ครับ


.............................................................................................................


ข้อความเดิมจากคุณ สมบัติ จากเว็บพลังจิต

อาการหลง: คือไม่รู้ว่าตัวเองหลง

อาการไม่หลง : คืออาการที่มีสติรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่


อาการปลื้มปีติ : แสดงออกได้หลากหลายรูปแบบตามจริตนิสสัย เป็นธรรมดาของสามัญชน เมื่อคลายปีติก็จักเข้าสภาวะสามัญลักษณะเอง

อภินิหารย์เล็กๆน้อยๆ : เกิดจากเทพเทวา ก็พอเป็นกำลังใจให้เข้าหาปฏิบัติ ทั้งนี้ก็เป็นการแสดงให้ดูเฉพาะเหล่าศิษย์ผู้สนิท เฉกเช่นพระอริยะเจ้าท่านมีดีถึงขั้นพระอรหันต์ จะบอกว่าไม่มีคงไม่ได้ ตราบใดที่ปฏิบัติตามครรลองของมรรคมีองค์ 8 ก็จักต้องมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก เพื่อเป็นกำลังใจให้ลูกศิษย์ลูกหาตั้งใจปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้น

อดีตชาติที่เคยยิ่งใหญ่ปานใดก็ไร้ค่า หากยังหลงอยู่ : ไม่มีประโยชน์อันใดกับอาการอิ่มในรสอาหารของเมื่อวันวาน อดีตชาติเป็นอุทาหรณ์ในภพปัจจุบันว่า แม้ท่านจะยิ่งใหญ่ มีพระคุณต่อพระศาสนามากมายเพียงใด ก็ยังไม่ถึงทางแห่งความพ้นทุกข์ ชาตินี้จึงต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้มากๆ

การบำเพ็ญเพียรแห่งพระโพธิสัตว์ : ก็เห็นเป็นเช่นนี้มาทุกๆกัปพุทธันดร ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า ทุกๆพระองค์กับเหล่าสาวก ต่างก็ต้องเสด็จลงมาบำเพ็ญเพียรเวียนเกิดเพื่อสะสมพระบารมีจนกว่าจะเต็ม บางพระองค์เต็มแล้วเต็มอีก ก็เสด็จลงมาช่วยกันโปรดในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ ทำไมถึงจะกล่าวถึงไม่ได้เล่า?


.............................................................................................................

ข้อความของ ดร.นนต์ จากเว็บพลังจิต

พระพุทธเจ้าทรงแสดงอภินิหารย์มากมาย ตั้งแต่ทรงประสูติแล้ว ใครๆก็รู้ทั้งนั้น มิใช่เรื่องแปลกใดๆเลย ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงแสดงในกาลอันควรกับบุคคลอันควรทั้งนั้น

ผู้ที่สำเร็จปริญาเอก เป็นล้านๆ ใบ
และผู้ที่สำเร็จเปรียญธรรมเก้าประโยค เป็นล้านๆ ภพ

ก็มิได้มีความหมายใดๆ เท่ากับการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นที่น้อยนิด แต่ยังดีกว่าผู้ที่ท่องจำพระไตรปิฎกได้ทุกตัวอักษร และท่องได้มาเป็นเวลาหลายๆภพชาติแล้วก็ตาม ก็คงไม่เท่ากับนักปฏิบัติจริง


พ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านสอนและอบรมแต่ธรรมของพระพุทธเจ้า ธรรมที่ท่านเข้าถึงด้วยวิถีการปฏิบัติ ท่านเน้นการใช้ปัญญามากกว่าสิ่งอื่นใด สิ่งวัตถุมงคลทั้งหลายท่านก็ทราบว่า เหล่านักรบธรรมมีความชื่นชอบ เพราะเป็นจริตเดิมที่ได้มีส่วนสร้างพระ สร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนา มาหลายภพหลายชาติแล้ว ท่านก็ได้อบรมสั่งสอนไม่ให้ยึดติดในวัตถุเหล่านั้น ในส่วนของอิทธิปาฏิหารย์ และการรู้อดีตอนาคตนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดามากๆของนักปฏิบัติ โดยเฉพาะพระผู้อยู่สูงแล้ว  มิใช่อยู่ๆจะแสดงให้ใครๆดูก็ได้ ถ้าผู้นั้นมิใช่สาวกหรือผู้สร้างบุญบารมีผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตชาติ

พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านสอนธรรมตามวาระจิต สอนวิธีการลดการละตามวาระจิต ไม่ต้องถามไม่ต้องบอกท่านก็รู้ ซึ่งนักรบธรรมทั้งหลายล้วนเจอมากับตัวเองทั้งนั้น ในโลกปัจจุบันนี้ จะมีพระอริยเจ้าสักกี่องค์ที่รู้และสอนธรรมตามวาระจิต (มิใช่สอนตามคำภีร์ที่ท่องจำมา) และเหตุแห่งการที่ท่านสอนธรรม ไปพร้อมกับการนั่งสมาธิท่ามกลางแสงแดดบนลานหินยอดเขานั้น สืบเนื่องมาจากมีนักรบธรรมท่านหนึ่ง มีความห่วงใยพ่อแม่ครูอาจารย์ กลัวว่าท่านจะร้อน จึงนำร่มไปกางให้ท่าน ท่านจึงใช้กลอุบายนี้สอนพวกเราทันที คือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสภาวะของโลก ท่านสอนเรื่อง สิ่งที่ถูกรู้ ...ผู้รู้.... เพื่อจะได้ไม่ทุกข์กับความร้อนที่กำลังเข้ามาปะทะตัวเรา แต่เป็นการให้ปฏิบัติเพียงไม่นานประมาณสิบนาทีเท่านั้น เพราะท่านรู้กำลังของเหล่านักรบธรรมเป็นอย่างดี ผมเองเมื่อปฏิบัติตามท่าน ก็คือ พิจารณาความร้อนที่กำลังแผดเผาผิวกายเราอยู่นั้น เราก็รู้ ผู้ถูกรู้ก็คือ กายที่ปะทะกับความร้อน ผู้รู้ก็คือ จิตที่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ผู้ละวางก็คือ การไม่ทุกข์ร้อนกับแสงแดดนั้น เพราะเราเข้าใจได้ว่า ความร้อนและกายมันก็เป็นไปตามสภาวะของมันคือ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา เมื่อกำลังจิตของเราพิจารณาไปดั่งนั้น ความร้อน ความเย็น ก็มิได้มีความหมายใดๆ ให้เราเกิดทุกข์ได้ เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้ จิตของเราก็รวมเป็นหนึ่ง ไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากความเย็นซาบซ่านไปทั้งตัว เมื่อเป็นดั่งนี้ แล้วจะให้เราอธิบายได้อย่างไร จะบอกว่าพวกเรากำลังหลงฤทธิ์หลงปาฏิหารย์อย่างนั้นหรือ ความจริง จากการปฏิบัติจริง จากพ่อแม่ครูอาจารย์จริง แม้เป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่ง พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะนำมาบอกกล่าวเพื่อนธรรม ตามภูมิแห่งพวกเราที่มีน้อยนิด ก็อาจมีประโยชน์และส่งสารไปยังผู้ที่กำลังแสวงหาธรรมอยู่บ้างก็ได้

พ่อแม่ครูอาจารย์บอกว่า การพูดความจริง ของจริง ก็สมควร แต่อย่าได้ปรุงแต่งหรือเพิ่มเติมหรือผิดเพี้ยนไปเป็นอันขาด ความจริงก็คือความจริง พระพุทธเจ้าให้พูดแต่ความจริง ดังนั้น ความจริงจึงไม่กลัวผู้ที่ไม่จริง

การรู้ในสิ่งที่เห็นที่มี ที่เป็น ของเหล่านักรบธรรมในขณะอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์นั้น มันไม่สามารถอธิบายให้ผู้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ได้ซาบซึ้งหรือเข้าใจได้ทั้งหมด มันเป็นปัตจัตตัง และเป็นปัตจัตตังของผู้มีปัญญา ผู้ผ่านการปฏิบัติมาแล้วทั้งสิ้น ความงมงาย ความหลงเชื่อ ความหลงผิด จึงเป็นสิทธิ์ของผู้ไม่ได้เกี่ยวข้องจะคิดว่าเป็นเช่นนั้น

ความมั่นคง หนักแน่น เอาจริง ปฏิบัติจริง เมื่อเจอของจริงแล้ว จึงเป็นสิ่งที่เหล่านักรบธรรมสมควรจะต้องปฏิบัติ เพื่อให้สมกับความเป็นลูกของพระพุทธเจ้ากันทุกคน

ขอเจริญในธรรม
ดร.นนต์


.............................................................................................................


ข้อความของ ครูร่วมชาติ จากเว็บพลังจิต

ขออนุโมทนาสาธุ... ในคุณธรรมของท่าน ดร.นนต์ ที่แสดงออกมา...ขนาดมาศึกษากับพ่อแม่ครูอาจารย์เพียง 2 ครั้ง ยังได้อะไรไปมากขนาดนั้น อยากให้มาปฏิบัติจริงๆ แล้วเอาปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์จริงๆ สัก 7 วันจังเลย ท่านอาจจะเป็นบุคคลแรกในกลุ่มที่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้เป็นแน่.....ขออนุโมทนาสาธุในสิ่งที่ท่านได้แสดงออกมาอีกครั้ง ....ธรรมะจากการปฏิบัติไม่ค่อยผิดเพี้ยน แต่ธรรมะที่มีอยู่ในตำราอาจจะมีการผิดเพี้ยนได้ เพราะหากผู้เขียนตำรานั้นไม่เคยปฏิบัติ หรือไม่ใช่พระอริยสงฆ์ การเขียนอาจมีการแทรกความคิด ความเห็นของผู้เขียนลงไปบ้าง หรือบางครั้งคุณธรรมที่เป็นส่วนลึกๆ ไม่อาจจะเขียนออกมาในตำราได้ ...ฉะนั้นธรรมะในหนังสือ จึงเป็นธรรมะระดับกลางๆ ที่เขียนเพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้...พอเป็นแนวทางไปสู่การปฏิบัติ...หากต้องการธรรมะขั้นละเอียดต้องปฏิบัติเอง....อย่างที่หลวงตามหาบัวท่านกล่าวว่า "เรื่องราวเกี่ยวกับพระอรหันต์ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นที่รู้คนอื่นไม่อาจรู้ได้ ...."  คนที่ปฏิบัติธรรมก็ย่อมเห็นธรรมะตามสภาวะจิต สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน... สิ่งที่พวกเรานักรบธรรมแสดงออกไปก็เพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างกัน และเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป...ขอให้ทุกท่านจงมีความเจริญในธรรม

................................................................................................................


ข้อความของ ดร.นนต์

ถ้ำพระแห่งแดนอริยเจ้า "ภูผาผึ้ง" ที่แห่งนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ได้แสดงบางอย่างให้พวกเราเห็นเป็นประจักษ์ก็คือ ท่านเดินขึ้นผนังถ้ำที่สูงชันอย่างรวดเร็ว(ตัวเบา)เพียงชั่วพริบตา แต่พวกเราโดยเฉพาะผมที่พยามปีนป่ายขึ้นไป น่าจะเร็วที่สุดก็เกือบสิบนาที พยายามตามๆท่านไปติดๆ เผลอแพล็บเดียว ท่านไปยืนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ นี่ท่านก็สอนวิธีการเดินด้วยสติ ซึ่งผมเองก็เคยฝึกเดินขึ้นเขาโดยไม่เหนื่อยมาแล้ว แต่การเดินแบบตัวเบานั้น คงต้องใช้เวลาอีกนาน ทุกอย่างต้องมีสติอยู่เสมอ ใครสังเกตใครได้ ถึงท่านไม่ได้บอกตรงๆ ผู้ฉลาดจะต้องสังเกต และจงเรียนรู้เอานะครับ











เอ้า... ตามมาให้ทันท่านนักรบธรรมทั้งหลาย พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านยืนรออยู่นานแล้ว












บรรยากาศของหน้าผา ลานหิน บนยอดภูผาผึ้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แสงพระฉัพพรรณรังสีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และแสงสุริยเทพที่แผ่รังสีลงมา ขณะการนั่งสมาธิภาวนาบนลานหิน บรรยากาศจะมัวๆ สลับมีแดดบ้าง ตามภาพครับ





แสงแผดจ้าของสุริยเทพ


ภาพเพิงผาสูงคล้ายผาแต้ม แต่อยู่สูงจากพื้นดินมากและเล็กกว่า มีภาพแต้มเป็นรูปฝ่ามือของคนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ 3,000 ปีที่ผ่านมา ดินแดนแห่งนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่า เป็นดินแดนของเหล่าอริยเจ้า พระสงฆ์ ฤาษี ดาบส นักพรต ชีไพร แดนบังบด แดนเทพ และแดนวิญาณ มีทั้งดีและร้ายสุดๆ ผู้ใดมีพลังจิตและภูมิธรรมไม่เข้มแข็งไม่ควรเข้าไปบำเพ็ญผู้เดียวเป็นอันขาด


บริเวณเหล่านี้ เป็นที่พ่อแม่ครูอาจารย์และผู้ติดตามเคยมาบำเพ็ญอยู่หลายภพ ท่านเล่าให้ฟังว่า ภพหนึ่งท่านนุ่งห่มจีวรสีกลักเข้ม และถ้าจำไม่ผิด ผมได้ยินท่านหรือแม่ชมพูดว่า มีผู้ติดตามเป็นพระห้า เณรหนึ่ง (ความเห็นของผมคือ น่าจะเป็นพุทธประเพณีของนิยตโพธิสัตว์ที่จะลงมาตรัสรู้ในอนาคตอันใกล้ หมายถึงเหล่าปัญจวัคคีย์กระมัง....เป็นแค่ความเห็นครับ)


ตอนอยู่ในเพิงผา ผมได้นั่งสมาธิประมาณเกือบสิบนาที ปรากฏจิตดิ่งเร็วและสงบมาก แต่ต้องถอนสมาธิเพราะหมดเวลาที่จะอยู่ตรงนั้น หลังจากนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ถามผมอย่างมีปริศนาว่า ระลึกรู้เห็นอะไรหรือเปล่า ผมตอบท่านว่า ยังไม่เห็นอะไรครับ ผมลองมาพิจารณาถึงคำพูดของท่าน หรือว่าเราเคยติดตามท่านในการบำเพ็ญ ณ ที่แห่งนี้มาแล้ว จิตก็ดูคุ้นเคยกับที่แห่งนี้ เสมือนได้กลับบ้านเก่าอย่างนั้น ปริศนานี้ เอาไว้รู้ด้วยตัวเองในโอกาสต่อไปครับ





ภาพเพิงผาฮูปแต้ม




ภาพหน้าผาอีกด้านหนึ่งของภูผาผึ้ง


ตอนที่ 2 มหาปีติ ณ ภูดานไห
14 สิงหาคม 2554
ดร.นนต์

สภาวะแห่งความปีติสุดเกินที่พรรณาในบางเหตุการณ์นั้น ไม่มีอยู่ในสารบบของความนึกคิดใดๆมาก่อน เกินวิสัยของผู้คนทั่วไป หรือเกินวิสัยของผู้ยังไม่บรรลุธรรม ไม่มีอาการเสแสร้ง ไม่มีอาการปรุงแต่ง ไม่มีอาการของการอยากทำให้เกิด มันเป็นเอง เกิดเอง ตามเหตุแห่งบุญ ตามเหตุแห่งกาลเวลา ที่บังเกิดขึ้น

ในเช้าวันพระใหญ่ 15 ค่ำ เดือนเก้า ปี 2554 จึงเป็นวันมงคลและจดจำสำหรับผม และเหล่านักรบธรรม ที่รับรู้ร่วมกันกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ในเหตุการณ์แห่งความปีติในครั้งนี้ คือ ในขณะที่ผมก้มลงกราบพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมสัมพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ และพระธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์ บนกุฏิของพ่อแม่ครูอาจารย์อยู่นั้น ปรากฏว่า จิตเกิดปีติและรวมสงบ พร้อมกับเสมือนว่า แม่พระธรณีได้ดึงหน้าผากและมือผมไว้ติดแนบแน่นกับพื้นกุฏิ พยายามจะดึงขึ้นเท่าไรก็ไม่ได้ ยิ่งดึงยิ่งหนักลงไปอีก ผมจึงโน้มจิตลงไปอธิษฐานต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า พระอรหันต์เจ้า และครูอาจารย์สืบต่อกันมาทุกพระองค์ เพื่อขอถอนสัจจะและสัญญาใดๆ ที่เป็นฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ตั้งแต่ในอดีตชาติทั้งหมด และขอยังไว้แต่สัจจะและสัญญาใดๆที่เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น ปรากฏว่าความปีติหลั่งไหลออกมาจนหาที่สุดมิได้ และเป็นที่สุดแห่งชีวิต ขณะเดียวกันแรงดึงดูดก็ยังไม่สิ้นสุด ประหนึ่งว่า เรายังไม่เสร็จสิ้นวาระแห่งคำอธิษฐาน ในช่วงเวลานี้ พ่อแม่ครูอาจารย์รับรู้ในวาระแห่งกระแสจิตของผม ท่านจึงได้เอ่ยกับทุกคนว่า ผมกำลังอยู่ในอาการแห่งความปีติสูงสุด ทำให้คุณแม่ชมร้องไห้ไม่หยุด รวมทั้งเหล่านักรบธรรมก็อยู่ในอาการที่ไม่ต่างกัน ผมได้อธิษฐานจิตต่อไป โดยพรรณาถึงความปีติในการได้มีบุญบำเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้น และเพื่อยังกิจสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว ระลึกถึงบุญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ได้มีการพรรณาถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อนธรรม เหล่านักรบธรรม จนบางครั้งสะอึกสะอื้น ไม่สามารถจะพรรณาต่อไปได้ ต้องหยุดตั้งจิตให้ผ่อนคลายความปีติไปสู่ความว่าง แต่ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน สภาวะได้ดึงไปสู่ความปีติซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


เมื่อไม่สามารถดึงศรีษะและมือถอนขึ้นมาได้ จิตระลึกรู้ตัวหนึ่งจึงผุดขึ้นมา ก็คือ "โอ้หนอความหนักอึ้งของเราขณะนี้ เสมือนเป็นความหนักอึ้งของสรรพสัตว์ที่หนักด้วยกิเลสทั้งหลาย วนเวียนอยู่ในความทุกข์ไม่สิ้นสุด หากเราสามารถถอนความหนักอึ้งให้กับพวกเขาได้ เราควรจะต้องทำ และก่อนอื่นข้าพระพุทธเจ้าขอกระทำให้ตัวเองเบาจากกองกิเลสทั้งหลายทั้งมวลก่อน หลังจากนั้น จึงได้อธิษฐานจิต ขอบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในภพนี้ และมีความปรารถนาอย่างล้นพ้น ที่จะยังคงช่วยพ่อแม่ครูอาจารย์ จนกว่าพระองค์ท่านจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาแห่งความปีติที่เกิดขึ้นมาอย่างกระทันหันแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือรู้ตัวมาก่อนนี้ มันช่างเป็นความสุขที่ยากจะอธิบายให้ใครทราบได้ แต่มันเป็นภาษาจิตที่เหล่านักรบธรรม และผู้ที่อยู่ในเหตุการรับรู้ในความปีติได้อย่างอัตโนมัติ นี้หนอความปีติสุขล้น แม้จะไม่ใช่การบรรลุธรรมชั้นสูง แต่มันก็อิ่มเอิบมาจนทุกวันนี้ แล้วการบรรลุอรหันตผลนั้น จะยิ่งใหญ่เพียงใด ผมไม่แปลกใจหรอกว่า ทำไมแผ่นดินจึงสั่นไหวไปหลายโลกธาตุ ผมอยู่ในอาการนี้ยาวนานนับสิบกว่านาที จึงอธิษฐานจิตขอถอนหน้าผากและมือขึ้นจากพื้น แต่ก็ค่อยพยุงขึ้นมา ใช้แรงเต็มที่สามครั้งจึงสามารถถอนขึ้นมาได้ ตลอดเวลาก็นึกถึงบุญคุณของแม่พระธรณีที่มาเป็นพยานในครั้งนี้ บางอย่างผมไม่สามารถพูดออกมาได้ ผมรู้สึกเสมือนว่า มีพระเบื้องบนและเทวดาเสด็จมาอนุโมทนาในครั้งนี้ด้วย

หลังจากนั้น จิตอันปีตินี้ได้ดึงให้ผมเข้าไปก้มกราบบนเท้าของพ่อแม่ครูอาจารย์ อย่างนอบน้อม อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นภาพอันปีติอีกภาพหนึ่ง  เรื่องราวและความกระจ่างทั้งหลายนั้น คงต้องถามพ่อแม่ครูอาจารย์ต่อไป สิ่งที่พบ ที่เห็น เพื่อเป็นสิ่งยืนยันให้กับบรรดาเหล่านักรบธรรม เช่นเดียวกับปาฏิหารย์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในวันก่อนนั้น.... ผมสามารถเล่าได้แต่เพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องภายในส่วนตัวมิสามารถเล่าได้.... ก็ขออนุโมทนากับผู้ที่ร่วมอนุโมทนาด้วยทุกท่าน และขอให้ผู้ที่ได้อ่านพบข้อความนี้ จงบังเกิดความปีติ และโน้มนำท่านไปสู่ความสว่างแจ้งในธรรมทุกท่านเทอญ


............................................................................................................
ข้อความของคุณสมบัติ
โมทนาสาธุกับคำอธิษฐานและความปีติยินดียิ่ง
ความปีติ...ส่งผ่านอากาศมาหา ก่อนผมลงไปรับประทานอาหารกลางวัน
ครับ


ข้อความของคุณสันติ
ขออนุโมทนาบุญทุกประการครับท่านอาจารย์นนต์ ผมจำภาพที่ท่านก้มลงกราบแทบเท้าของพ่อแม่ครูอาจารย์ แล้วยกมือขึ้นมาลูบศรีษะของท่านเอง น้ำตาแห่งความปิติไหลอาบ2แก้มของท่าน และก็จำได้ว่าน้ำตาของผมซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งกายและจิตมีแต่ความเย็นสบาย แล้วก็ถึงโอกาสได้กราบแทบเท้าพ่อแม่ครูอาจารย์บ้าง คิดเมื่อไรใจเป็นสุขเมื่อนั้นครับ

ข้อความของคุณ Indhus
แม้เพียงแค่ได้ติดตามอ่านก็ยังน้ำตาคลอไปกับท่าน ดร.นนต์ด้วย
เพราะผมเองแม้เพียงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเทศนา แค่ได้ฟังด้วยหู
ยังซาบซึ้งปิติจนน้ำตาไหลมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง นี่ถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คงต้องมีอาการไม่ต่างจากแม่ชมหรือท่านอื่น ๆ แน่นอน






ภาพนักรบธรรม กับบรรยากาศของสถานที่ปฏิบัติธรรมภูดานไห กุฏิหลังน้อยๆเพื่อลดกิเลสความสุขสบาย และทางจงกรมที่เป็นธรรมธาติ








สถานที่จงกรมที่พวกเรามีส่วนร่วมสร้างถวายพ่อแม่ครูอาจารย์ เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา และท่านมีพระเมตตาสอนวิธีการจงกรมให้กับเหล่านักรบธรรมอีกด้วย






ภาพกุฏิ พ.สุรเตโช ที่พวกเราร่วมกันสร้างถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา 
14 สิงหาคม 2554
จึงขออนุโมทนาบุญกับผู้ที่ร่วมทำบุญสร้างกุฏิหลังนี้ทุกท่านเทอญ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น